หลังจากที่แจ้งเกิดกับบทบาทของ ''แดง ไบเลย์'' จนกลายเป็นซูเปอร์สตาร์โด่งดังมาจนถึงทุกวันนี้ พร้อมกับงานแสดงที่ตามมาอีกมากมาย ล่าสุดพระเอกสุดหล่อ ''ติ๊ก'' เจษฎาภรณ์ ผลดี ก็ได้พลิกบทบาทครั้งสำคัญบนจอเงินกับหนังที่มีชื่อว่า ''ปาฏิหาริย์ รักต่างพันธุ์'' (Deep in the jungle) หนัง

รักที่เต็มไปด้วยกลิ่นอายแห่งการไล่ล่า เพื่อพิสูจน์รักแท้ของชายหญิงที่ความแตกต่างทางเลือดเนื้อและเผ่าพันธุ์มิอาจขวางกั้นความรักของพวกเขาได้ และต่อไปนี้คือ 10 คำถามเกี่ยวกับผลงานชิ้นล่าสุดของเขา

1.บทบาทของติ๊กในภาพยนตร์เรื่อง ''ปาฏิหาริย์ รักต่างพันธุ์''?
 ผมรับบทเป็น ''นาวินทร์'' นายทหารซึ่งอดีตบางอย่าง ทั้งชีวิตของเค้าอยู่อย่างโดดเดี่ยวเดียวดาย เหมือนกับคนที่มีแต่เรื่องในใจ พูดกับใครไม่ได้ หลอนๆ คือมันมีอะไรขัดแย้งอยู่ตัวเองตลอดเวลา ซึ่งทะเลาะกันเอง เวลาหลับตาทีไร เรื่องเลวร้ายในอดีตกลับมาตลอด หรือแทบจะเป็นคนที่ตายไปแล้ว จนมีผู้หญิงคนหนึ่งเข้ามาชีวิต อาจจะเจอผู้หญิงมาบ้าง แต่ผู้หญิงคนคนนี้ไม่เหมือนกับที่เคยเจอมาเลย มันเป็นเส้นทางที่ทำให้นาวินทร์ ได้กลับมามีชีวิตชีวาขึ้นมาอีกครั้งหนึ่ง

2.ผู้หญิงคนที่พูดถึงนั้นคือ ''จิน'' (รับบทโดย พลอย จินดาโชติ)?
 

ใช่ครับ ครั้งแรกที่นาวินทร์ได้เจอกับ ''จิน'' นาวินทร์ได้มีภารกิจสำคัญ คือเขาได้รับข่าวเรื่องของส่งอาวุธ เรื่องของค้าขายยาเสพติด และเตรียมปฏิบัติภาระกิจทำลายล้าง นั่นทำให้เราเจอกับจิน ซึ่งเป็นชนเผ่าที่กำลังถูกจับเป็นเชลย  แวบแรกที่ส่งสายตาต่อกัน มันบอกไม่ถูก มันเหมือนกับเราไม่เคยเจอ และเราไม่เคยเห็นผู้หญิงที่ทำให้เรารู้สึกแบบนี้มาก่อน จนกระทั่งภารกิจล้มเหลว เราก็เลยเป็นฝ่ายถูกล่าแทน  รวมทั้งจินและพวกชนเผ่าของเขา พอเวลามาเจอกันอีกครั้ง มันทำให้นาวินทร์รู้สึกว่าต้องปกป้องผู้หญิงคนนี้ ต้องดูแลผู้หญิงคนนี้ มันเหมือนกับเป็นความผูกพัน เริ่มเห็นอกเห็นใจ เริ่มเข้าใจกัน พอเริ่มรู้เรื่องต่างๆ ของจินมากขึ้นก็เริ่มรักมากขึ้นด้วย

 

3.บทบาทที่คุณได้รับในหนังเรื่องนี้ค่อนข้างจะแตกต่างจากที่เราเคยเห็น?
 

คือในช่วงนั้นเป็นช่วงที่พระนครฟิลม์ติดต่อมา ให้มาเล่นหนังเรื่องนี้ แต่ตอนนั้นยังไม่รู้ว่าเรื่องอะไรก็ได้คุยกับพี่เปีย (ผู้กำกับฯ)  แล้วพี่เปียเล่าให้ฟัง เรื่องประมาณนี้ เกี่ยวกับเรื่องทหาร เกี่ยวกับครุฑ และนาค ส่วนที่ทำให้ผมรับเพราะว่า ''พี่เปีย'' (ธีระวัฒน์ รุจินธรรม) อยากจะเปลี่ยนลุกส์ของผม  ซึ่งในแต่ละเรื่อง จะเห็นผมเป็นคุณชายบ้าง คุณหนูบ้าง แต่เรื่องนี้ขอให้ผมไว้ผมยาว ไว้หนวด ไว้เครา ทุกอย่างดูเป็นผู้ชายที่แมนมากๆ ผมสงสัยว่าทำไมต้องทำแบบนั้น ซึ่งพี่เปียให้เหตุผลว่า ลองคิดดูว่า เราถูกฝั่งตัวอยู่ที่ตะเข็บชายแดนแบบนั้น ต้องทำตัวให้กลมกลืน แล้วก็เป็นคนธรรมดาคนหนึ่งที่ไม่สามารถจะดูออกได้ ว่าเราเป็นใครมาจากไหน รู้แต่ว่าเป็นคนแถวนั้นคือสิ่งที่เค้าอยากได้ แล้วผมก็ชอบมาก
 จริงๆ แล้วผมเล็งและก็หาหนังสักเรื่องที่จะเล่น หรือละครก็ได้ ซึ่งผมอยากเปลี่ยนตัวเองเหมือนกัน พอดีความเห็นตรงกัน จากนั้นผมก็ไว้ผมยาวไม่ตัดผม ไว้หนวด ไว้เครา ทุกอย่างเป็นไปตามสเต็ป ซึ่งมันเหมือนเป็นการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญและครั้งยิ่งใหญ่

 

4.นอกจากเรื่องของการเปลี่ยนรูปลักษณ์ภายนอกแล้ว ยังต้องเตรียมตัวกับเรื่องอะไรอีกบ้าง
 

ขั้นแรกก่อนเลยต้องคุยกับผู้กำกับฯให้เยอะๆ  เรื่องบท เรื่องแคแรกเตอร์ เรื่องภารกิจ  เรื่องสิ่งแวดล้อมต่างๆ  ต้องเจอใครบ้าง ต้องเข้าใจอย่างถ่องแท้ เพราะการอธิบายของผู้กำกับฯ เป็นสิ่งสำคัญ เพราะฉะนั้นต้องคุยกันเยอะๆ คุยกันให้มาก พอเวลาเราเข้าใจ โอเคในการเตรียมตัวในสิ่งต่างๆ ก็จะง่ายขึ้น คือว่า นาวินทร์เป็นทหาร  ผมเป็นแล้วหรือยัง ต้องถามตัวเองก่อน  เฮ้ยติ๊ก นายยังไม่เป็นทหารเลย นายต้องเป็นทหารให้ได้ ผมต้องไปเป็นทหาร ไม่ใช่ร่างกายนะ แต่หมายถึงจิตใจ ผมก็เลยเข้าค่ายไปฝึกทหารจริงๆ ที่ค่ายอดิศร  มีครูฝึกสามนาย ผมคนเดียว ลุยเลย ตลอดระยะในช่วงนั้น ครูฝึกคนนี้จะฝึกเกี่ยวกับเรื่องพื้นฐานของทหาร ฝึกระเบียบ ซ้ายหัน ขวาหัน นั่ง  หมอบ เคลื่อนที่ไปข้างหน้า การซุ่มโจมตี อะไรต่างๆ แล้วครูอีกท่านหนึ่ง ก็เป็นการใช้อาวุธ การเดินลาดตระเวน การประกอบปืน ปืนสั้น ปืนยาว ปืนสงคราม
 คือแต่ละท่านจะสอนคนละรูปแบบ แล้วแต่ว่าในเรื่องจะต้องนำอะไรไปใช้ในหนังบ้าง เพราะฉะนั้นต้องเข้มข้นในการฝึก เราก็ต้องทุ่มเท ตอนนั้นผมรู้สึกผอมมาก ก็เลยต้องเอาจริง ต้องรู้จริงเรื่องปืน ต้องยิงจริงๆ คือในเรื่องเราพกปืนมาแล้วทั้งชีวิตของเรา มันเหมือนเป็นส่วนหนึ่งของร่างกายไปแล้ว เราจะหยิบใช้ตอนไหน มันดูคล่องไปหมด มันดูเหมือนจับแปรงสีฟันแปรงฟันตอนเช้า เหมือนจับปากกาเขียนหนังสือ ทุกอย่างไม่ต้องมอง มันสัมผัสและก็รับรู้ได้ เหมือนคนที่รู้ใจของเรา ที่ติดตัวเราตลอดเวลา

 

5.การฝึกทหารเพื่อหนังเรื่องนี้ มีผลต่อชีวิตจริงของเราบ้างหรือเปล่า?
 

ก็มีบ้าง ซึ่งตอนที่ถ่ายทำอยู่ มันก็หลอนๆ นะ คือเรารู้สึกว่าเราดุไปรึเปล่า เราพูดเสียงดังไปรึเปล่า เพราะตอนนั้นพูดดังๆ  ครับ  เข้าใจครับ  ทุกอย่างต้องดังหมด ไม่รู้จะดังไปทำไม คือ อะไร คือ มันทำให้ทุกอย่างดูแข็งแกร่ง รู้สึกการฝึกเป็นสิ่งที่ดี ไม่ว่าจะอะไรก็แล้วแต่ไม่ว่าการที่เราได้ทำการบ้านมาล่วงหน้า ได้เตรียมตัว ไม่ใช่ว่าในเรื่องการทหารอย่างเดียว เกี่ยวกับบท การอินในบทของนาวินทร์ ว่าเป็นคนแบบไหน เพราะฉะนั้นทุกอย่างก็เลยออกมาแล้ว ดูแล้วไม่ใช่ เจษฎาภรณ์ ผลดี ต้องเป็นนาวินทร์ ทหารที่ไร้สังกัด ที่มีความหลอนกับตัวเองตลอดเวลา พร้อมตายได้เสมอ หรือแม้กระทั่งคิดว่าตัวเองตายไปแล้วด้วยซ้ำ

 

6.ได้ข่าวมาว่าในการทำงานครั้งนี้มีอะไรที่หนักหนาสาหัสพอสมควร?
 

ทุกๆ อย่างเราเจอหมดทุกรูปแบบ ซุ่มอยู่ตามต้นไม้ นั่งอยู่ทั้งวัน ต้องเป็นท่านั่งเตรียมพร้อมยิง คิดว่ามันไม่นาน แต่จริงๆ มันนานมาก นั่งมาทั้งวัน โอเคมันก็เมื่อยแหละ อีกวันมันต้องเจอสิ่งที่มันยากขึ้น  คือวิ่งไล่ล่าตามบนพื้นดิน มีลื่นบ้าง วิ่งฝ่าดงหญ้า หญ้ามันก็บาดบ้าง วิ่งไปเจอเอฟเฟกต์ระเบิดบ้าง กระเด็นเข้ามา เข้าตาเต็มๆ แต่ต้องฝืนลืมตา แล้วก็วิ่งต่อ ซึ่งฝุ่นเต็มตา มองอะไรไม่ค่อยเห็นแล้ว ต้องช่วยเพื่อนด้วย ต้องวิ่งนำทางไปด้วย วิ่งบนภูเขา มาถึงแม่น้ำ แม่น้ำเป็นพื้นกรวด ดินแห้งๆ แข็งๆ เราหลบกระสุนปืน  คือเหนื่อยแต่เป็นอะไรที่สะใจ นานๆ ได้มีโอกาสได้ทำแบบนี้ 

 

7.อะไรที่คุณได้รับนอกจากความเหนื่อย?
 

นอกจากเหนื่อยแล้ว ผมยังเกิดความชอบขึ้นมาด้วย เพราะในโลเคชั่นที่ผมไป ล้วนแล้วแต่เป็นป่า ซึ่งตรงกับความชอบของผมอยู่แล้ว ผมได้ซึมซับบรรยากาศในป่า คือสิ่งที่เราคุ้นเคย มันก็เลยทำให้เรารู้สึกอยากให้อยู่ตรงนั้นนานๆ ไม่อยากไปไหน แม้ว่าในการตั้งกองถ่าย ใช้เวลานานก็ตาม ใช้เวลาหลายวัน วันนี้แสงหมด พรุ่งนี้มาถ่ายต่อ ซึ่งเรามีความสุขทุกครั้งที่เราได้เข้าป่า ได้ออกกอง ได้วิ่ง ได้ทำสงคราม มันเลยกลายเป็นว่าช่วงนั้นติดสงครามไปแล้ว  ผมจะชอบทุกครั้งที่ได้จับปืนยิง มันเหมือนกับว่าได้ปลดปล่อย เพราะอึดอัดกับมัน ซีนไหนได้ลุกขึ้นมาหยิบปืน ยิง ได้วิ่ง ได้เหนื่อยเยอะๆ มันเหมือนได้ความสะใจ ได้ปลดปล่อยออกมา คือตอนนั้นมันเหมือนกับผมเป็นนาวินทร์จริงๆ แล้วมันต้องทำอะไรซักอย่าง เพื่อไม่ต้องคิดมาก เพื่อไม่ฟุ้งซ่าน อะไรก็แล้วแต่ อะไรที่มันแรงๆ ที่มันต้องเหนื่อย เพื่อให้มันสงบ ผมชอบแบบนี้ ซาดิสต์หรือเปล่า (หัวเราะ)

 

8.ฉากแห่งความทรงจำใน ''ปาฏิหาริย์ รักต่างพันธุ์'' สำหรับ ''ติ๊ก-เจษฎาภรณ์''?
 

คงเป็นฉากที่โรงพยาบาลครับ คือเป็นตอนที่นาวินทร์ดันไปรู้เรื่องเหตุการณ์ต่างๆ จนถูกสั่งเก็บ แล้วมีการต่อสู้กันเกิดขึ้น ซึ่งผู้กำกับฯอยากให้ต่อสู้แบบดิบๆ ต่อสู้กันมือเปล่า ไม่ต้องมีคิวอะไรมาก อันนี้เหมือนกับคนสู้กันจริงๆ คนที่เจ็บมากๆ แบบจะขาดใจตาย แต่ต้องสู้เพื่อให้ตัวเองมีชีวิตรอด อันนี้ทุกอย่างต้องสู้แบบจริงๆ กระแทกผนังจริง ต้องล้มจริง  แต่บังเอิญว่ามีอันนึงไม่อยากทำจริง แต่ดันเจ็บจริง คือ มันก็ต้องเป็น พอสู้เสร็จปุ๊บผมคว้ามีดมาปักที่ขา แต่ว่าผมทราบมาแล้วว่าที่ขาจะใส่ป้องกันที่หนา ซึ่งปักแล้วไม่มีทางโดนเนื้อได้ แต่เนื่องจากว่า เราปักแรงไปหน่อย แล้วผมก็ขยี้ เพราะว่าผู้กำกับฯให้ขยี้ เค้าชื่อพี่ใช้ แล้วเค้าก็ร้องจริง แล้วผมก็โฮ ว่าพี่เค้าเล่นจริงดีนะ แต่เค้าสั่งคัตด้วยตัวเอง เพราะมันเข้าไปในเนื้อแล้ว ดึงออกมาคือเลือดไหล เลือดท่วมเลย
 นั่นมันทำให้ผมรู้สึกว่า เรารู้สึกเสียใจที่ทำเค้าเจ็บ แล้วพี่เขาก็เข้าใจว่าเราทำเต็มที่ แล้วป้องกันเต็มที่ เพียงแต่ผมหนักมือไปหน่อย ก็เลยเป็นแผลแห่งความทรงจำ ต้องขอโทษพี่ใช้  ก็เป็นวันแรกในการเข้าฉากแล้วก็มันดุเดือดมาก ผมแบบหอบออกมาแบบเสียงแหบๆ เหนื่อยมาก ดิบมากๆ  มันเหมือนคนสู้แบบหมดทุกวิถีทาง เอาหมด สิ่งที่อยู่รอบตัว อาวุธ ในร่างกายใช้หมด แต่เจ็บแผลด้วย อันนี้คือยาก เจ็บด้วยสู้ด้วย สองอย่างเลย

 

9.อยากให้เล่าถึงโลเคชั่นป่าเขาที่ใช้ถ่ายทำในหนังเรื่องนี้?
  

ส่วนใหญ่เราอยู่ที่ภาคเหนืออยู่ที่เชียงดาว อันนี้ผมก็ยอมรับและก็ชื่นชมคนถ่ายโลเคชั่น  ซึ่งหาออกมาได้สวยมาก ทุกอย่างเป็นไปตามโจทย์ แบ็กกราวนด์มีภูเขา มีสันเขาแบบนี้ ทุกอย่างเป็นมีหุบเขาแบบนี้ หมู่บ้านเป็นแบบนี้ คือผมก็ชอบอยู่แล้ว แล้วก็เฝ้ารอว่าเมื่อไหร่ถึงโลเคชั่นนี้ ผมก็ขับรถไปเองเลยจากกรุงเทพฯ สู่เชียงใหม่ สู่เชียงดาว เข้าไปโลเคชั่น แล้วขับเข้าไป บางจุดถ้าขับรถไม่ได้ เราก็เดินไป ซึ่งเป็นของถนัดอยู่แล้ว ซึ่งผมรู้สึกว่า สวย บอกได้คำเดียว ว่าสวยมาก มองด้วยตาเปล่ายังสวย เราคิดว่าทางภาพในหนัง ต้องสวยกว่าที่เราเห็นแน่ๆ มันมีเรื่องของควัน ของหมอก ของแสง เข้ามา การจัด แล้วก็หมู่บ้านชาวเขาแบบสวยๆ  ผมยังถามทีมงานว่า อันนี้เป็นหมู่บ้านเค้าจริงรึเปล่า ไม่ใช่ เราเซตหมด เพราะว่ามันเหมือน เราไปเซตแปลงเกษตรมีข้าวโพด มีปลูกพืชผักสวนครัว ทุกอย่างดูเนียนตามาก
 
10.สุดท้ายอยากให้พูดถึงนางเอกคนล่าสุดของคุณ นั่นคือ พลอย จินดาโชติ?
 สำหรับน้องพลอย ตอนนั้นที่คุยเกี่ยวกับเรื่องบทเรื่องคิวถ่าย ที่จะเปิดกล้อง ยังไม่ได้นางเอกที่จะเล่นคู่กับผมเลย ผมก็เฝ้ารอว่า นางเอกคนนั้นจะเป็นใคร ตกลงว่าเป็น น้องพลอย จินดาโชติ พี่เปียถามผมว่า กับน้องพลอย ผมโอเคหรือเปล่า ผมก็บอกพี่เปียว่า ผมเล่นกับใครก็ได้ ถ้าพี่ชอบผมก็ชอบด้วย พอได้มีโอกาสร่วมงานกัน ซึ่งเป็นครั้งแรกที่ผมได้เจอเธอ ได้ร่วมงานกันผมรู้สึกว่า น้องพลอยมีความตั้งใจในการทำงานมากๆ มีคิวให้กับการถ่ายหนังให้กับเราตลอดเวลา คือเอาง่ายๆ เราก็เห็นอยู่ว่ามันต้องอยู่ในป่าตลอด ต้องเจอโลเคชั่นที่ไม่มีสิ่งอำนวยความสะดวกสบายเลย
 ซึ่งผู้หญิงคนคนนี้ เข้ามาอยู่ในกองถ่ายที่ผู้ชายเยอะๆ ได้หรือเปล่า พวกผู้ชายสบายอยู่แล้ว แต่ผู้หญิงจะอยู่ยังไง แมลงสัตว์กัดต่อยทำไง เข้าห้องน้ำลำบากด้วย ซึ่งน้องพลอยเค้าสามารถที่จะอยู่กับกองถ่ายของเราได้ ในแบบที่ดิบๆ อยู่ในป่า คือมีความอดทนสูงมาก น้องพลอยเค้าจะทำความเข้าใจในตัวบท ตัวละครของเค้า เค้าต้องคุยกับพี่เปียบ่อยๆ ผมต้องคุยกับน้องพลอยเยอะๆ เพราะว่าต้องเจอกันบ่อย เค้าเอาจริง ถึงแม้ว่าในเรื่องเค้าจะไม่พูดเท่าไหร่ แต่ว่าอันนี้สำคัญอันนี้ยากในการสื่อสารความรู้สึก อารมณ์  แต่สำหรับน้องพลอยทำได้ดีมากๆ คือในเรื่อง น้องพลอยจะไม่ต้องพูดอะไร แต่ผมรับรู้ได้เลย ว่าเค้าหมายถึงอะไร อันนี้คือสิ่งที่ประสบความสำเร็จในเรื่องของการถ่ายทอดจากความรู้สึกของตัวละครด้วยกัน อันนี้ปรบมือให้เลยครับที่มา siamdara.com