รายละเอียดภาพยนตร์คลิกหัวข้อที่เกี่ยวข้อง ทางด้านขวาบนครับ

ร่วมกันวิจารณ์ แบ่งปัน ความคิดเห็นต่อภาพยนตร์ต่อเพื่อน ทั้งที่ไปดูแล้ว และยังไม่ได้ดู

และยังมีคำวิเคราะห์วิจารณ์ โดยทีมงาน raknang และรวบรวมมาจากที่ต่างๆ

อความร่วมมือด้วยครับ ถ้าจะ สปอยล์หรือSpoil หรือแสดงเนื้อหาบ้างส่วนของภาพยนตร์ ขอความร่วมมือ ช่วยใส่คำว่า สปอยล์หรือSpoil ให้ชัดเจนก่อนถึงบทความด้วยครับ ขอบคุณครับ

 

 

 

วิเคราะห์วิจารณ์ โดยทีมงาน raknang และรวบรวมมาจากที่ต่างๆ

1.แป้งร่ำ : มติชน

         และความลับที่เคยซ่อนเร้นก็ค่อยๆ เผยความจริงออกมา

         เมื่อ 4 ปีก่อน เดอะรีดเดอร์เคยทำให้ตัวเองตกใจมาครั้งหนึ่ง ขณะที่กำลังอ่านฉบับหนังสือ ซึ่งเป็นบทประพันธ์ของ เบอนาร์ด ชลิงค์ ถ่ายทอดโดยสมชัย วิพิศมากูล จาก สนพ.มติชน

         ตกใจกับน้ำตาที่จู่ๆ ก็ไหลออกมาอย่างไม่รู้ตัว หลังจากอ่านภาค 3 ของเรื่องไปได้ไม่กี่หน้า แต่จะให้วางก่อนก็ทำไม่ลง เลยตัดสินใจอ่านต่อทั้งที่แอบกลัวว่ากระดาษจะเป็นรอยด่างจากหยดน้ำตา และไม่แปลกใจเลยสักนิดที่เดอะ รีดเดอร์จะเป็นหนังสือขายดีระดับโลก ที่ได้รับการแปลถึง 37 ภาษา

          วันที่รู้ว่า สตีเฟ่น ดัลดรี้ ผู้กำกับที่มีงานแค่ 2 เรื่อง แต่เข้าชิงออสการ์ทั้ง 2 เรื่อง อย่าง Billy Elliot และ The Hours หยิบหนังสือเล่มนี้มาถ่ายทอดบนจอกว้าง ถึงจะดีใจแต่ก็แอบหวั่นใจอยู่เล็กๆ ว่าหนังจะออกมายังไงกัน (วะ)

          ไม่ใช่เรื่องง่ายๆ เลย ที่จะถ่ายทอดหนังสือที่แยบยลอย่างนี้ให้จับใจได้เหมือนตัวต้นฉบับ ถ้าทำไม่ดีหรือไม่ถึง อนาคตที่กำลังรุ่งๆ เตรียมพบกับความมืดได้เลย

         และเมื่อเครดิตหนังจบขึ้น ความรู้สึกแรกที่วาบขึ้นมาก็คือโล่งใจ (ในระดับหนึ่ง)

         โล่งใจที่ตีความประเด็นในเรื่องที่บทประพันธ์ซ่อนไว้ได้อย่างลึกซึ้ง และถ่ายทอดได้อย่างมีชั้นเชิง

          สตีเฟ่น ดัลดรี้ ฉลาดที่จะเล่าเรื่องโดยลดบางประเด็นที่เกี่ยวกับกฎหมายออกไปบ้าง และตีความให้มุมมองของความรักในหนังสะเทือนใจยิ่งกว่าตัวอักษร แต่น่าเสียดายที่บางจังหวะยังไม่ลงตัวมากนัก ในบางฉากสำคัญอารมณ์กลับยังไม่ถึงจุดพีคเพราะอยู่ดีๆ ก็หยุดเอาดื้อๆ เลยทำให้ประทับใจแบบกั๊กๆ ไปซะงั้น

         ยังดีที่ดึงความสวยงามของภาพมารับใช้เรื่องได้ค่อนข้างสมดุล โดยเฉพาะบางฉากที่แทบไม่ต้องพูดอะไร เพียงแค่มองภาพก็รู้สึกได้เอง

         และที่ดีที่สุดคือ ฿เคท วินเสลต฿ ดูเรื่องนี้จบแล้วเข้าใจเลยว่าทำไมเธอถึงได้เข้าชิงรางวัลนักแสดงนำหญิงของเวทีออสการ์จากเรื่องนี้ แทนที่จะเป็นเรโวลูชันนารี โรด

         เคทเปลืองตัวไม่น้อยที่ทำให้ฉากรักจากหนังสือชัดเจนขึ้น แต่ไม่มีน่าเกลียดเลยแม้แต่นิดเดียว และที่สำคัญยิ่งกว่าคือ เธอทำให้ยอมรับได้เลยว่าเธอคือนักแสดงตัวจริง โดยเฉพาะฉากในศาลที่ทรงพลังและมีมิติสุดสุด และทำให้เชื่อในการตัดสินใจของฮันนาได้อย่างไม่มีข้อกังขาถ่ายทอดอารมณ์เจ็บปวดได้อย่างไม่ขาดไม่เกิน

         เพราะเดอะ รีดเดอร์ไม่ได้เป็นเพียงเรื่องประโลมโลกย์อย่างที่หน้าหนังนำเสนอเท่านั้น แต่กามารมณ์นี้ยังเชื่อมโยงไปสู่ปมจิตวิทยาแห่งความรุนแรงที่คนกระทำต่อคนด้วยกัน ตั้งแต่ระดับปัจเจกจนไปสู่ระดับของอภิมหาสงคราม ซึ่งเป็นพล็อตรองของเรื่องราว

        เป็นการทำร้ายที่อยู่บนพื้นฐานของคำว่า "ไม่รู้" และนำไปสู่ความสับสนทรมาน

         ถึงแม้จะมีบางเสียงมองว่าเดอะ รีดเดอร์พยายามที่จะลดทอนประเด็นของความโหดร้ายที่เยอรมันกระทำต่อนาซีในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 ด้วยความรักและความน่าสงสาร

         แต่ความรักเชิงกามารมณ์และความน่าสงสารระหว่างเด็กหนุ่มและสาวแก่วัยกว่านี้ ก็นำไปไกลถึงการตั้งคำถามถึงการตีความทางกฎหมาย สิทธิมนุษยชน รวมถึงคำถามที่ว่า หากคนที่กระทำสิ่งเหล่านั้นคือคนที่เรารักล่ะ เราจะตัดสินใจอย่างไร ซึ่งในยุคสมัยที่เรื่องดำเนินนั้น เป็นช่วงที่ชาวเยอรมันไม่มีอดีตมีเพียงปัจจุบัน ไม่มีใครอยากพูดถึงบาดแผลที่เพิ่งผ่านไปหมาดๆ เพราะใครจะไปรู้ หนึ่งในผู้ก่อบาดแผลนั้น อาจเป็นพ่อ แม่ หรือคนในครอบครัวเองก็ได้

         ทว่าเมื่อความลับเปิดเผยออกมา เรื่องใหญ่ๆ พวกนั้นก็พ่ายแพ้ต่อเรื่องเล็กนิดเดียว เรื่องเล็กแต่ร้าวลึกของคนรักหนังสือที่ไม่สามารถอ่านหนังสือที่ตัวเองรัก

        ทั้งหมดเป็นสัมพันธภาพที่แอบแฝงและเชื่อมโยงกันไปมาจากจุดเริ่มต้นเดียวกัน