รายละเอียดภาพยนตร์คลิกหัวข้อที่เกี่ยวข้อง ทางด้านขวาบนครับ

ร่วมกันวิจารณ์ แบ่งปัน ความคิดเห็นต่อภาพยนตร์ต่อเพื่อน ทั้งที่ไปดูแล้ว และยังไม่ได้ดู

และยังมีคำวิเคราะห์วิจารณ์ โดยทีมงาน raknang และรวบรวมมาจากที่ต่างๆ

ขอความร่วมมือด้วยครับ ถ้าจะ สปอยล์หรือSpoil หรือแสดงเนื้อหาบ้างส่วนของภาพยนตร์ ขอความร่วมมือ ช่วยใส่คำว่า สปอยล์หรือSpoil ให้ชัดเจนก่อนถึงบทความด้วยครับ ขอบคุณครับ

 

 

วิเคราะห์วิจารณ์ โดยทีมงาน raknang และรวบรวมมาจากที่ต่างๆ

1.อภินันท์ บุญเรืองพะเนา : ASTVผู้จัดการออนไลน์

         คงเหมือนกับตอนที่รอดูบุญชู 9 ผมคิดว่า “อนึ่ง คิดถึงเป็นอย่างยิ่ง” เป็นผลงานอีกหนึ่งเรื่องที่คนดูหนังจำนวนไม่น้อยรอคอยจะได้ชม อย่างน้อยที่สุด ก็คือคนที่เป็นแฟนเดนตายของหนังดีๆ ในอดีตอย่าง “อนึ่ง คิดถึงพอสังเขป” ทั้งสองภาค

        คงต้องยอมรับล่ะครับว่า ไม่ว่าจะเป็น “บุญชู 9” หรือ “อนึ่ง คิดถึงเป็นอย่างยิ่ง” สิ่งหนึ่งซึ่งผมคิดว่าคนดูคงจะสัมผัสได้คล้ายๆ กันก็คือ ผู้กำกับบัณฑิต ฤทธิ์ถกล หรือ “คุณอาบัณฑิต” ของใครต่อใคร แม้ว่าอายุอานามจะล่วงเลย แต่ก็ดูเหมือนจะยังคงรักษาระดับของความสดใสมีชีวิตชีวาของหนังไว้ได้ไม่จางสิ้น ซึ่งทั้งหมดทั้งมวล คนส่วนหนึ่งอาจจะคิดว่า เพราะคุณบัณฑิต “แก่ไม่เป็น” แต่จริงๆ ผมเข้าใจว่าคงเป็นเพราะ “สายตา” ในการมองโลกมองชีวิตของคุณบัณฑิตมากกว่าที่ทำให้หนังของเขาเป็นเช่นนั้น

        ...มันคือการมองโลกมองชีวิตในแบบที่ไม่ได้ “แบกโลก” แต่มีความสุขและสนุกอยู่เสมอที่จะอยู่ร่วมกับทุกๆ สิ่ง ไม่ว่าวันเวลาจะล่วงเลยไปแค่ไหน (ใครกันหรือที่บอกว่า พออายุเยอะๆ แล้ว คนเราควรวางมาดให้เคร่งเครียดดูซีเรียสจริงจัง และปลดทิ้งความสนุกออกไปจากชีวิต) 

         ถ้าวันเวลาไม่สามารถกำจัดจินตนาการอันบรรเจิดไปจากหัวใจของผู้เฒ่าสตีเว่น สปีลเบิร์ก ได้ ผมคิดว่า ฤดูกาลก็ไม่อาจกัดกร่อนมุมมองสนุกๆ ไปจาก “สายตา” ของคุณอาบัณฑิต ฤทธิ์ถกล ได้เช่นกัน และคงเป็นเพราะเหตุนี้ เราจึงได้ดูหนังแนววัยรุ่นสนุกสนานจากผู้ชายวัยเฉียด 60 ปีคนนี้เรื่องแล้วเรื่องเล่า ไม่ว่าจะเป็น บุญชู 9 หรือ “อนึ่ง คิดถึงเป็นอย่างยิ่ง” เรื่องนี้

         อย่างไรก็ดี นอกเหนือไปจากความรู้สึกชื่นชม ผมเชื่อว่า คงไม่ใช่แค่ผมที่รู้สึกไปเองคนเดียว แต่หลายๆ คนก็คงคิดคล้ายๆ กันว่า “อนึ่ง คิดถึงเป็นอย่างยิ่ง” เปลี่ยนแปลงไปมากจากยุคของ “อนึ่ง คิดถึงพอสังเขป” (แบบเดียวกับที่ดูบุญชู 9 แล้วเราจะรู้สึกว่า “ไม่อิ่ม” เหมือนบุญชูภาคก่อนๆ โน้น)

         เนื้อเรื่องโดยสังเขป (ก็โดยย่อๆ นั่นแหละท่าน) หนังเล่าถึงนักศึกษากลุ่มหนึ่งซึ่งทันทีที่รู้ข่าวว่าโรงเรียนมัธยมที่พวกเขาเคยเรียนกำลังจะถูกทุบทิ้งโดยนายทุนเงินหนาซึ่งซื้อที่เอาไปสร้างห้างสรรพสินค้า พวกเขาจึงชักชวนกันไประลึกความหลัง ณ โรงเรียนแห่งนั้น อย่างไรก็ตาม จากความตั้งใจแรกที่คิดแค่ว่าจะไปใช้ชีวิตกินนอนอยู่ในโรงเรียนเก่าเพียงชั่วคราว พวกเขาเกิดไอเดียคิดการใหญ่ รวมตัวกันหาหนทางเพื่อรักษาโรงเรียนอันเป็นที่รักของพวกเขาไว้

         แต่ไม่ว่าพวกเขาจะทำสำเร็จหรือไม่นั้น มันดูเหมือนจะไม่สำคัญเลย เมื่อพูดถึงว่า หนังนั้นชาญฉลาดพอที่จะรู้ว่า ควรใส่รายละเอียดอะไรตรงไหนเข้ามาบ้าง เพื่อทำให้ภาพชีวิตของนักเรียนมัธยมดูแจ่มชัดขึ้นในสายตาของผู้ชม (แน่นอน มันสะท้อนถึงความเก๋าในแบบคุณบัณฑิตที่อยู่กับหนังนักเรียนวัยรุ่นมาอย่างช่ำชอง) การแอบกินขนมในห้องเรียน เหล่สาว โดดเรียน ลอกการบ้านเพื่อน ท้าชก เล่นอะไรแผลงๆ หรือแม้กระทั่งโกงข้อสอบ (มีใครชอบฉากโกงข้อสอบบ้างมั้ย อิอิ) ฯลฯ สิ่งเหล่านี้คือกิจกรรมชีวิตของวัยเฮ้วในโรงเรียนที่หนังวัยรุ่นของคุณบัณฑิตทำได้ดีเสมอมา ขณะที่การบิวท์อารมณ์เฮฮาสนุกสนานในแบบวัยรุ่นก็ไม่มีอันใดต้องผิดหวัง (จนอยากจะตั้งชื่อให้ใหม่ว่า “อนึ่ง เฮฮาเป็นอย่างยิ่ง”) 

         แต่ทั้งๆ ที่เป็นแบบนั้น สิ่งที่แฟนๆ ของ “อนึ่ง คิดถึงพอสังเขป” มาทั้งสองภาคก็คงจะมองออกครับว่า ถ้าคุณคิดจะได้ดูหนังวัยรุ่นที่อบอุ่นลึกซึ้งด้วยมิตรภาพความผูกพันระหว่างเพื่อนๆ เหมือนที่เคยรู้สึกกับหนัง “อนึ่งฯ” ในภาคก่อนๆ นั้น มันไม่ใช่อีกต่อไปแล้ว โอเคล่ะ เราเห็นความพยายามของหนังที่จะจับคู่ให้กับตัวละครเพื่อสื่อสะท้อนความผูกพันในรูปแบบของ “คนรัก” แต่เอาเข้าจริงๆ ก็ไม่มีคู่ไหนเลยที่จะสร้างความประทับใจให้กับคนดูได้ (ตัวแสดงเยอะเกินไปจนตัดสินใจไม่ถูกว่าจะโฟกัสตัวไหน หรือเปล่า ผมไม่แน่ใจ แต่ที่แน่ๆ งานนี้ ม้านอกสายตาอย่าง “ย่าเหล” แจ้งเกิดได้เต็มๆ หุหุ)

         และก็เป็นจริงอย่างที่สุด ถ้าใครจะพูดว่า นี่ไม่ใช่หนังวัยรุ่นที่จะมาสะกิดสะเกาความรู้สึกเชิง “ถวิลหาคืนวันอันเก่าก่อน” หรือ Nostalgia ของผู้ใด และถ้าหนังจะบอกว่ากำลังทำแบบนั้นอยู่ (คือเล้าโลมความรู้สึกแบบ Nostalgia) ผมก็ถือว่าเป็นความล้มเหลวโดยสิ้นเชิง เพราะพูดก็พูดเถอะ มีใครสักกี่คนกันหรือที่ดูหนังเรื่องนี้แล้ว อยากจะเดินกลับไปหาอดีตชีวิตวัยเรียน หรืออินมากถึงขั้นนั่งคิดถึงเพื่อนเก่าๆ สมัยมัธยม

         เพราะอะไรน่ะหรือ? ง่ายๆ เลยครับว่า นอกเหนือจากหนังจะเสียเวลาเกือบๆ 15 นาทีในตอนต้นเรื่องไปกับการปูพื้นของตัวละคร สิ่งที่ผมคิดว่าเป็นจุดอ่อนที่สุดของหนังก็คือ หนังไม่ได้เน้นให้เราเห็นเรื่องราวความสัมพันธ์ของพวกเขาอย่างจริงๆ จังๆ แน่นอนล่ะ หนังมีฉากวัยรุ่นจีบกัน (แบบ “หมาหยอกไก่”) เล่นด้วยกัน ช่วยเหลือกัน หรือทำกิจกรรมอะไรๆ ด้วยกัน แต่ทั้งหมดนี้นั้นก็ “บางเบา” เกินกว่าจะทำให้เราซาบซึ้งกินใจไปกับความผูกพันอันแน่นแฟ้นของพวกเขาได้จริงๆ ขณะเดียวกัน ความสัมพันธ์ของเด็กวิทย์กับเด็กศิลป์ที่หนังตั้งธงไว้ในพล็อตเรื่อง และดูเหมือนจะมีความสำคัญมากๆ ต่อหนังเสียด้วยซ้ำ เพราะถึงขั้นหยิบมาสร้างเป็นจุดขายบนโปสเตอร์บางเวอร์ชั่น (สังเกตดีๆ จะเห็นคำว่า เด็กวิทย์เด็กศิลป์อยู่บนโปสเตอร์ แสดงความสำคัญของตัวมันเองอยู่) ก็ไม่ได้ถูกนำเสนอออกมาอย่างหนักแน่นเพียงพอที่เราจะมองเห็นภาพได้ชัดๆ

         พูดไปพูดมา เหมือนๆ จะบอกว่า หนังเรื่องนี้ของคุณบัณฑิตไม่ดี ซึ่งไม่จริงเลยครับ เพราะนอกเหนือไปจากศักยภาพในความเป็นหนังเพื่อความบันเทิงสนุกสนานที่ “อนึ่ง คิดถึงเป็นอย่างยิ่ง” ตอบโจทย์ได้ไม่ตกหล่นแล้วนั้น การสอดแทรกประเด็นเกี่ยวกับการปะทะกันระหว่างวัฒนธรรมเก่า (โรงเรียนเก่า) กับของใหม่ (ศูนย์การค้าซึ่งกำลังมาแทนที่) ก็เป็นเนื้อหาร่วมสมัยซึ่งเชื่อมโยงกับความเป็นไปในสังคมได้ดีเช่นกัน (ไม่ว่าจะเปลี่ยนโรงเรียนเป็นห้างสรรพสินค้าหรือที่ทำงานของท่าน ส.ส.ผู้ทรงเกียรติ มันก็เนื้อหาครือๆ กันนั่นแหละท่าน)

        และฉันใดก็ฉันนั้น ขณะที่ของเก่า (โรงเรียน) ในหนัง กำลังมีแต้มต่อของใหม่ (ศูนย์การค้า) ผมเชื่อว่า คนดูหนังหลายๆ คนก็คงรู้สึกเหมือนๆ กันว่า ถ้ามองในแง่ของอรรถรสและความน่าประทับใจแล้ว “อนึ่งฯ” ของใหม่ดูจะเป็นรอง “อนึ่งฯ” ของเก่าอยู่หลายช่วงตัว จริงไหม??