รายละเอียดภาพยนตร์คลิกหัวข้อที่เกี่ยวข้อง ทางด้านขวาบนครับ

ร่วมกันวิจารณ์ แบ่งปัน ความคิดเห็นต่อภาพยนตร์ต่อเพื่อน ทั้งที่ไปดูแล้ว และยังไม่ได้ดู

และยังมีคำวิเคราะห์วิจารณ์ โดยทีมงาน raknang และรวบรวมมาจากที่ต่างๆ

ขอความร่วมมือด้วยครับ ถ้าจะ สปอยล์หรือSpoil หรือแสดงเนื้อหาบ้างส่วนของภาพยนตร์ ขอความร่วมมือ ช่วยใส่คำว่า สปอยล์หรือSpoil ให้ชัดเจนก่อนถึงบทความด้วยครับ ขอบคุณครับ

 

 

 

วิเคราะห์วิจารณ์ โดยทีมงาน raknang และรวบรวมมาจากที่ต่างๆ

1.ข่าวสด : ข่าวสด

ปรากฏตัวครั้งแรกหลังจากที่รุ่นพี่ในเอ็กซ์เม็นคนอื่นฮิตนำหน้าไปหลายปี

"เสน่ห์จากความเร้นลับนี้ เลยทำให้ไม่แปลกใจที่เอ็กซ์เม็นภาคสี่จะเกิดขึ้น โดยยกวูลฟ์เวอรีนให้เป็นพระเอกเต็มตัว"

ราว ค.ศ.1900 เด็กน้อยคนหนึ่งต้องเจอบางเหตุการณ์เลวร้ายที่ปลุกพลังเหนือมนุษย์ของตัวเองให้ตื่นอย่างฉับพลัน และความพิเศษนั้นทำให้ทุกห้วงของแต่ละวินาทีที่ผ่านไม่ว่าจะกี่ร้อยปีต้องตกอยู่ในความทรมานและสับสน โดยเฉพาะความกลัวจากการไม่รู้แม้แต่ว่าตัวเองเป็น"สัตว์"หรือ"มนุษย์"

"และในวันที่ความกลัวเดินทางเคียงคู่มากับการบีบคั้นจากสภาวะรอบข้าง การ(จำเป็นต้อง) ตัดสินใจจึงเกิดขึ้น"

จะว่าไปแล้วพล็อตเรื่องแบบถูกบีบคั้นเลยต้องลงมือทำอะไรสักอย่างนี้ เป็นพล็อตคุ้นๆ ที่เห็นได้ตามหนังแอ๊คชั่น แต่มนุษย์กลายพันธุ์อย่างเอ็กซ์เม็นมีบางอย่างที่แตกต่างจากซุปเปอร์ฮีโร่ทั่วไป เพราะขณะที่ฮีโร่คนอื่นคือสีขาวสะอาด แต่มนุษย์กลายพันธุ์กลุ่มนี้กลับมีสีขุ่นๆ เป็นเสมือนตัวประหลาด ควรจับมาเป็นตัวทดลองเพื่อสร้างอาวุธที่มีชีวิตและมีอานุภาพระดับขีปนาวุธ แต่ถ้าไม่เป็นตามแผนหนทางเดียวที่ทำได้คือกำจัดทิ้ง

จริงอยู่ที่ 3 ภาคแรกจะมีการสอดแทรกประเด็นพวกนี้อยู่บ้าง แต่ก็แฝงอยู่ในภาพรวมของคำว่า "ยอมรับความแตกต่าง" ที่ก็เป็นส่วนย่อยของฉากแอ๊คชั่นสุดมันส์อยู่ดี

ทว่าในภาคย้อนกลับนั้น หันไปเล่นประเด็นของความรู้สึกและสร้างให้เกิดมุมมองที่ว่ามนุษย์กลายพันธุ์ก็เป็นมนุษย์ที่ไม่แตกต่างใครอื่น มีทั้งหัวใจ ความรัก และความรู้สึกอย่างชัดเจน ถึงแม้ว่าจุดไคลแมกซ์จะยังไม่สามารถสร้างอารมณ์ให้พีคได้อย่างสุดสุดจนเข้าใจถึงสาเหตุของการเปลี่ยนแปลงในใจของวูลฟ์เวอรีนได้ก็ตาม แต่น้ำหนักในจุดขายอย่างฉากแอ๊คชั่นก็ค่อนข้างสมดุลกับอารมณ์ในความเป็นมนุษย์ของตัวละคร

"เพราะงั้นถ้าใช้บรรทัดฐานของภาคที่ผ่านมามาวัด จนคิดจะมาสนุกกับการปะทะของพลังอย่างเดียวละก็อาจจะผิดหวังได้ แต่ถ้าดูไม่ยึดติดกับฉากแอ๊คชั่นให้มากมาย เอ็กซ์เม็น ออริจิน วูลฟ์เวอรีน ก็เป็นหนังแอ๊คชั่นที่ผสานความเป็นดราม่าได้อย่างลงตัวเรื่องหนึ่งทีเดียว"

+++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++

2.วิรัตน์ โตอารีย์มิตร : Entertain Magazine

สมมติวูล์ฟเวอรีนไม่ได้รับบทโดยฮิวจ์ แจ็คแมน หนึ่งในมนุษย์กลายพันธุ์ทีม X-Men รายนี้จะกลายเป็นขวัญใจคนดูหรือเปล่า? เหมือนที่จอห์นนี่ เด็ปป์ สวมบทแจ็ค สแปร์โรว์ ได้พอดี

แจ็คแมนก็ลงตัวมากกับการเป็นวูล์ฟเวอรีนแต่ตอนที่อยู่ในเวอร์ชั่นหนังสือการ์ตูนวูล์ฟเวอรีนก็โดดเด่นมากจนและมีเรื่องราวของตัวเองแยกออกมาต่างหาก แม้เขาจะมาทีหลังตัวละครอื่นๆก็ตาม

มีคนที่ไม่เคยดู X-Men มาก่อนและเพิ่งดูครั้งแรกจาก X-Men Origins: Wolverine ดูจบก็ชอบวูล์ฟเวอรีนทันที เขาบอกผมเช่นนั้นและเด็กอนุบาลที่กลับจากการดูกำเนิดวูล์ฟเวอรีนก็นำตะเกียบสามอันมาหนีบไว้ที่นิ้วมือเพื่อเลียนแบบอาวุธประจำกายของพระเอก หลักฐานไม่กี่หลักฐานที่ผมพบพอจะยืนยันถึงอิทธิพลของวูล์ฟเวอรีนได้บ้าง

X-Men คืการรวมดาวของบรรดาซูเปอร์ฮีโร่ทั้งหลาย ซูเปอร์ฮีโร่แต่ละรายจะมีจุดอ่อนจุดแข็งแตกต่างกันไป นอกจากนั้นทุกคนก็ยังมีปัญหาในใจ ซึ่งเป็นปัญหาพื้นฐานของซูเปอร์ฮีโร่ เพราะแบทแมน ซูเปอร์แมน ฯลฯ ต่างมีปัญหาติดตัวมาทั้งนั้น ใน X-Men Origins: The Last Stand พวกมนุษย์กลายพันธุ์มีทางเลือกว่าจะเป็นแบบนี้ต่อไป หรือจะกลับไปเป็นเช่นเดียวกับมนุษย์ทั่วไป หนังภาคที่แล้วกำกับการแสดงโดย แบร็ด แร็ตเนอร์ ซึ่งผมคิดว่าฝีมือของเขาด้อยกว่าไบรอัน ซิงเกอร์พอสมควร ส่วนกาวิน ฮู้ดที่กำกับ Origins: Wolverine นั้นใช้การได้ทีเดียว เขาเคยได้ออสการ์สาขาภาพยนตร์ต่างประเทศยอดเยี่ยมในปี 2005 จากหนังเรื่อง Tsotsi

และเมื่อมาทำหนังใหญ่ ฮู้ดก็ไปได้สวยและช่วยให้ความเป็นวูล์ฟเวอรีนติดลมบนมากขึ้น

ถึงแม้วูล์ฟเวอรีนจะเป็นศูนย์กลางของเรื่องแต่ก็มีมนุษย์กลายพันธุ์คนอื่นๆร่วมขบวนมาด้วย ผู้ที่เป็นแฟนพันธุ์แท้ของสมาชิกเอ็กซ์ก็จะรู้ว่าใครเป็นใคร ส่วนคนที่ไม่ได้ติดตามอย่างต่อเนื่องหรือเพิ่งมาดูก็คงงงๆอยู่บ้าง หนังย้อนไปไกลถึงเมื่อ 150 ปีที่แล้ว แล้วก็นำเสนอว่าโลแกนหรือวูล์ฟเวอรีนผ่าน/พบอะไรมาบ้าง ผมชอบมากที่เขาผ่านมาหมด ไม่ว่าจะเป็นสงครามกลางเมืองในอเมริกา สงครามโลกทั้ง 2 ครั้ง และสงครามเวียดนาม มันเป็นไปไม่ได้ในชีวิตจริง แต่ในซีกของจินตนาการ ผมว่าเท่ดีที่ใครสักคนเคยอยู่ในสมรภูมิสงครามกลางเมือง และยังได้มาอยู่ในสงครามเวียดนามอีก

โลแกนนั้นเดิมชื่อเจมส์ มีพี่ชายชื่อวิคเตอร์ พวกเขามีพลังพิเศษเหนือคนทั่วไป และหนังต้องการบอกให้คนดูรู้ว่าวิคเตอร์คือด้านมืดขิงโลแกน สูตรของหนังประเภทนี้มักมีด้านมืดเข้ามาเกี่ยวข้องนะครับ และน่าจะใช้ได้อีกนาน โลแกนมีคนรักชื่อเคย์ล่า เธอถูกวิคเตอร์จัดการอย่างโหดเหี้ยม และทำให้พี่น้องต้องมาต่อสู้กันเอง จนกระทั่งโลแกนได้รับบาดเจ็บสาหัสแล้วผู้พันสไตรเกอร์ก็นำโลแกนเข้าไปยังห้องทดลอง เพื่อเสริมเขี้ยวเล็บและความแข็งแกร่งให้ จนในที่สุดโลแกนก็กลายเป็นวูล์ฟเวอรีน ฉากการเปลี่ยนแปลงจากกรงเล็บธรรมดาให้เป็นกรงเล็บเหล็กกล้าของวูล์ฟเวอรีน คงถูกใจแฟนพันธุ์แท้พวกเอ็กซ์ เพราะได้เห็นเต็มตาว่าเปลี่ยนอย่างไร

Origins: Wolverine เป็นหนังที่ดูสนุกทีเดียว ฉากแอ็คชั่นน่าตื่นตาตื่นใจ การดำเนินเรื่องเข้มข้น ระหว่างที่หนังกำลังเล่าถึงชีวิตอันผกผันของวูล์ฟเวอรีน หนังก็ทยอยเปิดตัวมนุษย์กลายพันธุ์อย่าง เด็ดพูล, เอเจนด์ซีโร่, จอห์น เร็ธ, เดอะ บล็อบ ฯลฯ ไปด้วย พวกเขาคือสมาชิกเอ็กซ์-เมนที่มีความสามารถแตกต่างกันไป

ดูแล้วนึกถึงหนังจีนกำลังภายในที่บรรดาจอมยุทธ์มารวมตัวกันเพื่อปฏิบัติการพิเศษ หนังไทยก็มีเรื่อง 7 ประจัญบาน นั่นแหละ ที่เด่นชัดในการรวมยอดฝีมืออยู่ในทีมเดียวกัน ผมคิดว่าสูตรนี้ยังใช้ได้อีกนาน และคงไม่ห่างจากความจริงนัก หากบอกว่า X-Men ทุกภาคที่ผ่านมาคือหนังสูตร...ตัวละครไม่พอใจในสิ่งที่ตนเองเป็นอยู่ ตัวละครมีปัญหา ตัวละครมีความบกพร่องอยู่ในตัว ฯลฯ เมื่อภาคที่แล้ว พวกเขายังมีทางเลือกเลยนะครับว่าจะเลิกกลายพันธุ์ หรือยอมกลายพันธุ์ต่อไป ส่วนปัญหาที่เกิดขึ้นวูล์ฟเวอรีนตลอดมาคือเขาไม่อยกาเข้าร่วมทีมและต้องการอยู่ตามลำพัง ใน Origins: Wolverine หนังบอกถึงต้นตอปัญหาในชีวิตของเขาไว้พอสมควรแต่นี่คือคุณลักษณะสากลของพระเอกนักสู้ คนที่เป็นพระเอก (นักสู้) ไม่ว่าจะกลายพันธุ์หรือไม่กลายพันธุ์ก็ต้องมีชีวิตประมาณนี้

พวกเอ็กซ์-เมนถูกสร้างเป็นหนังสือการ์ตูนเมื่อสี่สิบกว่าปีที่แล้ว แต่การให้วูล์ฟเวอรีนมีชื่อเดิมว่าเจมส์ ฮาวเล็ตต์ เกิดขึ้นหลังจากวูล์ฟเวอรีนปรากฏตัวในโลกของหนังสือการ์ตูนมาแล้ว 27 ปี นั่นหมายความว่าเดิมทีอดีตของเขาก็ยังไม่ครบถ้วน จึงสามารถเติมแต่งได้อีก และต่อไปก็คงมีการขยายความที่มาที่ไปของตัวละครเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ซึ่งจะทำให้ X-Men ทั้งเวอร์ชั่นหนังสือการ์ตูนและหนังมีอายุยืนยาวต่อไปอีกนาน

หลังจาก The Last Stand ผมสงสัยเหมือนกันว่าพวกเขาจะทำอย่างไรกับพวกเอ็กซ์-เมน กันต่อ เดินหน้า-คนดูก็อาจจะเบื่อ จะไม่ทำอะไรเลยก็คงไม่ได้ การถอยหลังกลับจึงถูกเลือกมาใช้ และใช้กับตัวละครที่โดดเด่นสุดๆ อย่าง วูล์ฟเวอรีน การถอยหลังกลับก็ถือเป็นหนังในสูตรสำหรับหนังภาคต่อเช่นกัน Star Trek ภาคล่าสุดก็ใช้วิธีถอยหลัง ซึ่งปลอดภัยกว่าเดินไปข้างหน้าแต่ Origins: Wolverine คงไม่ได้คำนึงถึงความปลอดภัยอะไรนักหนา พวกเขาเน้นไปที่จุดขายหลักมากกว่า และพื้นที่-ที่สามารถเน้นได้แน่นๆก็คืออดีต

ภาคล่าสุดของ X-Men น่าจะได้ (หัว) ใจของผู้ใหญ่และเด็กไปเต็มๆ เด็กอนุบาลที่เข้าไปดูหนังเรื่องนี้ไม่เข้าใจและไม่สนใจหรอกครับว่าวูล์ฟเวอรีนจะมีที่มาอย่างไร แต่เขาเห็นพระเอกกับกรงเล็บเหล็กอันแข็งแกร่งและการต่อสู้ที่เร้าใจแล้วก็จำกลับมาเล่นที่บ้าน บางทีเขาอาจจะลืมการ์ตูน Ben Ten ไปเลยก็ได้ หลังจากรู้จักวูล์ฟเวอรีน

ส่วนผมรู้สึกกาวิน ฮู้ดนั้นเก่งกว่า ไบรอัน ซิงเกอร์