รายละเอียดภาพยนตร์คลิกหัวข้อที่เกี่ยวข้อง ทางด้านขวาบนครับ

ร่วมกันวิจารณ์ แบ่งปัน ความคิดเห็นต่อภาพยนตร์ต่อเพื่อน ทั้งที่ไปดูแล้ว และยังไม่ได้ดู

และยังมีคำวิเคราะห์วิจารณ์ โดยทีมงาน raknang และรวบรวมมาจากที่ต่างๆ

 

ขอความร่วมมือด้วยครับ ถ้าจะ สปอยล์หรือSpoil หรือแสดงเนื้อหาบ้างส่วนของภาพยนตร์ ขอความร่วมมือ ช่วยใส่คำว่า สปอยล์หรือSpoil ให้ชัดเจนก่อนถึงบทความด้วยครับ ขอบคุณครับ

 

 

 

วิเคราะห์วิจารณ์ โดยทีมงาน raknang และรวบรวมมาจากที่ต่างๆ

1.j@y_wyler : Nangdee.com

Angels & Demons : เทวากับซาตาน

♦♦♦ สนุก ลุ้นระทึกขึ้นกว่าเดิม 2 เท่า ! แม้เนื้อหาจะไม่ลึกเท่า The Da Vinci Code ก็ตาม ♦♦♦

ใครยังจำ The Da Vinci Code กันได้บ้าง หนังที่ถูกคาดหวังจะสนุกและลุ้นสุดๆ แต่ไปๆมาๆ
กลับกลายเป็นว่า ความสนุกโอเค แต่ไม่ค่อยลุ้นเท่าไรนัก ออกจะไปทางง่วงๆ ด้วยซ้ำ
กลับมาคราวนี้ Ron Howard ได้นิยายต้นฉบับที่ลุ้นระทึกขึ้นและกระชับกว่ากันเยอะ
กับ Angels & Demons ซึ่งขอบอกเลยว่า ใครเป็นแฟนนิยายจะแฮปปี้กับเรื่องนี้พอสมควร
เพราะประเด็นใจความสำคัญในหนังไม่หายไปมาก ตามมาตรฐานหนังจากนิยาย

มาว่ากันที่ภาคนี้ เปิดเรื่องมาก็ทำให้เราตะลึงและอึ้งกับฉากที่สวยงาม และเพลงประกอบสุดแสน
จะบรรเจิด ซึ่งเพลงประกอบเป็นส่วนนึงที่มีเสน่ห์และน่าชื่นชมมาก โลเกชั่นดูอลังการขึ้น
แต่บางฉากกับดูแปลกตา เหมือนกับถูกสร้างขึ้นหรือใช้เทคนิคช่วยยังไงยังงั้น
ตัวหนังนั้นความยาวใกล้เคียงกับ The Da Vinci Code แต่จะรู้สึกได้ว่าดูจบเร็วกว่ากันเยอะ
เพราะการดำเนินเรื่องที่กระชับ จับแต่ใจความสำคัญ และฉากไล่ล่าที่สนุก และลุ้นพอสมควร
แม้ท้ายที่สุดแล้ว เนื้อเรื่องจะเดาง่าย ไม่มีนัยยะแอบแฝง หรือข้อถกเถียงได้เท่า Da Vinci
แต่เรื่องนี้ผมกลับชอบมากกว่าภาคที่แล้ว ด้วยความที่มันดูสนุก และไม่น่าเบื่อนี้และ

Tom Hanks ในบท Pro.Robert Langdon ดูมีมิติมากกว่า
วิ่งไล่ล่าสัญลักษณ์ แต่ได้ใส่ประเด็นความเชื่อ ซึ่งทำให้ตัวละครของเขามีมิติ และดูมีชีวิตมากขึ้น
จะมีเซอร์ไพรส์ก็ Ewan McGregor ในฉากที่กล่าวต่อหน้าหมู่พระมาก ๆ ในช่วงท้ายดูมีพลัง และน่าเกรงขาม แม้ในช่วงสุดท้าย คาแรกเตอร์ออกจะดูเพี้ยนไปนิดก็ตาม


Angels & Demons ไม่จำเป็นต้องดู The Da Vinci Code มาก่อนเลย หากช่วงนี้อยากหาหนังลุ้นระทึก
ผจญภัยสนุกๆ สักเรื่อง เรื่องนี้น่าจะตีโจทย์ได้พอควรครับ

เนื้อเรื่อง กระชับขึ้น สนุกขึ้น แม้จะไม่ลุ่มลึก และ มีนัยยะ ข้อโต้เถียง ให้ถกเถียง แบบภาคก่อนก็ตาม

เอฟเฟกต์ ประทับใจ Score มาก ส่วนเอฟเฟกต์บางฉาก อย่างสถานที่ดูเหมือนใช้คอมฯช่วยเอาเสียด้วยซ้ำ
การแสดง Tom Hanks ได้ใช้ฝีมือขึ้นเล็กน้อยในบทนี้ และ McGregor แสดงได้อยู่ในเกณฑ์พึงพอใจครับ
ความบันเทิง ไม่อืด เอื่อย และยืดยานเหมือนภาคก่อนแน่นอน ฉากไล่ล่าดูลุ้นกว่าเดิม
คุณภาพ ประเด็นในหนังน้อย จะมีก็ประเด็นใหญ่ตามชื่อเรื่อง และ ความเชื่อในด้านศาสนาเล็กน้อยเท่านั้น
(No Spoil เช่นเดิม !) เน้นบันเทิงเป็นหลักในภาคนี้


เนื้อเรื่อง B-
เอฟเฟกต์ B
การแสดง B
ความบันเทิง B
คุณภาพ C+
คะแนนรวม B ส่วนตัวให้ B- ครับ

+++++++++++++++++++++++++++++++++++

2.คอลัมน์ หนังเด่น : กฤษดา

ด้วย ชื่อเสียงของ The Da Vinci Code (ที่ออกฉายไปเมื่อ 3 ปีที่แล้ว) ชื่อเสียงของเจ้าของบทประพันธ์ (แดน บราวน์) และชื่อเสียงของผู้กำกับฯ (รอน โฮเวิร์ด) และดารานำ (ทอม แฮงก์ส) ทั้งหมดมีส่วนสำคัญที่ทำให้ Angels and Demons เป็นหนังที่คนดูจำนวนมากให้ความสนใจ

สำหรับผมแล้ว ไม่ได้มีความรู้สึกชื่นชอบ The Da Vinci Code ถ้ากล่าวอย่างตรงไปตรงมา ผมจำอะไรเกี่ยวกับหนังไม่ได้เลย ยกเว้น ชื่อผู้กำกับฯ และผู้แสดงนำ

เมื่อมาถึง Angels and Demons (ซึ่งตั้งชื่อภาษาไทยได้ตรง กระชับ และได้ความหมายใกล้เคียงกับภาษาอังกฤษ) ผมจึงคาดว่าหนังไม่น่าจะทำให้ผมรู้สึกแตกต่างไปจากเมื่อครั้งที่ดู The Da Vinci Code

ในแง่ความเป็นหนังเพื่อความบันเทิง Angels and Demons มีองค์ประกอบหลายส่วน ซึ่งมีส่วนช่วยให้หนังมีความสนุกสนานเพลิดเพลิน ทั้งตัวเรื่อง โครงเรื่อง การกำกับ งานสร้างโดยรวมและการแสดง

องค์ประกอบแรก คือ ตัวเรื่อง การนำเสนอเรื่องราวเกี่ยวกับวาติกัน ถือว่าเป็นการนำคนดูไปรับรู้สิ่งที่เป็นความลับหรือสิ่งที่ถูกปกปิด ถ้าแม้ไม่มีการฆาตกรรม หรือเรื่องราวเกี่ยวกับองค์กรลับ ก็ยังนับว่ามีความน่าติดตามค้นหาอยู่ในตัว เมื่อมาบวกกับการเพิ่มเงื่อนงำและประเด็นองค์กรลับเข้าไป ก็ยิ่งทำให้เรื่องมีแรงดึงดูดมากขึ้น

องค์ประกอบต่อมา คือ โครงเรื่อง การวางโครงเรื่องอยู่บนการติดตามค้นหาเบื้องหลังของเหตุการณ์ผ่านทางการไข ปริศนา (หรืออาจจะกล่าวอีกอย่างว่า "การถอดรหัส") เป็นโครงเรื่องที่เอื้อต่อการให้คนดูติดตามโดยมีเงื่อนงำถูกทำให้กระจ่างที ละอย่างตามลำดับ นั่นทำให้หนังคืบหน้าอย่างเร้าความสนใจ

เมื่อบวกกับการได้แรงสนับสนุนจากการคุ้มจังหวะของงานฝีมือการกำกับ ทำให้ Angels and Demons เป็นหนังที่สนุกสนานตื่นเต้นเรื่องหนึ่ง

 

ในส่วนของงานสร้าง ผมมองว่า นอกเหนือจากงานด้านภาพ (ทั้งขนาดภาพและมุมกล้อง) ที่มีส่วนสำคัญในการสื่อความหมายและเร้าความสนใจแล้ว การใช้สถานที่ก็มีส่วนสำคัญเช่นกัน

"สถานที่" ในเรื่อง อาทิ วาติกัน โบสถ์ หรือหอจดหมายเหตุ ถูกใช้อย่างมีความเกี่ยวโยงกับประเด็นเรื่อง และมีบทบาทในการส่งเสริมให้เกิดความตื่นเต้น จึงอาจจะกล่าวได้ว่า งานด้านการออกแบบฉากและเลือกสถานที่ก็เป็นอีกองค์ประกอบที่ทำให้หนังสนุก สนานตื่นเต้น

สุดท้าย คือ บทบาทการแสดงของกลุ่มผู้แสดงนำ โดย ทอม แฮงก์ส อาจจะมีบทบาทเด่นที่สุด แต่ก็ยังมีอีกหลายคนที่มีส่วนสำคัญในการทำให้งานแสดงโดยรวมมีพลัง อย่างเช่น สเตลลาน สคาร์การ์ด และอาร์มิน มุลเลอร์-สตาห์ล

และจะด้วยเกรงว่าจะมีแต่ผู้แสดงชายล้วน (พระ ศาสตราจารย์ นักสืบ และตำรวจ) ก็เลยมีตัวละครเป็นสาวสวยแทรกอยู่หนึ่งคน ซึ่งนับว่ามีผลจริงๆ ผมจินตนาการดูว่าถ้าไม่มีเธอ (อายาเล็ต ซูเรอร์) หนังคงแทบไม่มีสีสัน

สามารถกล่าวได้ว่าในแง่ความเป็นหนังเพื่อความบันเทิง Angels and Demons ตอบสนองคนดูได้อย่างเต็มที่ และเป็นความบันเทิงนานกว่า 2 ชั่วโมง แต่เหมือนกับแค่ 1 1/2 ชั่วโมง

ส่วนจะมีอะไรให้จำได้หรือไม่ จำได้นานแค่ไหน คงต้องรอไปอีก 2-3 ปี

+++++++++++++++++++++++++++++++++++

3.อภินันท์ บุญเรืองพะเนา : ASTVผู้จัดการออนไลน์

จะซับซ้อนซ่อนเงื่อนสักแค่ไหน หรือจะเข้มข้นขึงขังสักเพียงใด แต่ที่แน่ๆ ดูเหมือนว่า ทีมผู้สร้างของหนังอย่าง Angels & Demons จะได้ผ่านบทเรียนมาแล้วว่า The Da vinci Code ซึ่งเป็นผลงานชิ้นก่อนหน้าของพวกเขานั้น ไม่ค่อยเวิร์กสักเท่าไหร่ ทั้งๆ ที่รายได้ถล่มทลาย แต่ในแง่ของเสียงชื่นชม เกือบๆ จะล้มไม่เป็นท่า และนั่นก็อาจเป็นเหตุผลอย่างหนึ่งซึ่งก่อให้เกิดการปรับโฉมอย่างเห็นได้ชัด ใน Angels & Demons (เทวากับซาตาน)

อันที่จริง ผมค่อนข้างชอบนะครับที่ได้ยินได้ฟังมาว่า ผู้กำกับอย่าง “รอน โฮเวิร์ด” เอง ก็ดูเหมือนจะยอมรับกับ “ข้อบกพร่อง” ของดาวินชี่ โค้ด อยู่เหมือนกัน ถึงขั้นเคยออกปากว่า เขาจะทำให้ Angels & Demons ออกมาดีกว่าเดิมอย่างแน่นอน ซึ่งค่อนข้างจะแตกต่างกับคนทำหนังในบางประเทศที่มักไม่ค่อยคิดอะไรแบบนี้ คือจะนึก (หรือเข้าใจไปเอง) อยู่แต่ว่าหนังของข้าทุกๆ เรื่องดีอยู่แล้ว และไม่คิดจะพัฒนาอะไร

 

จุดแตกต่างที่คนดูจะสัมผัสได้แน่ๆ ระหว่าง “ดาวินชี่ โค้ด” กับ “เทวากับซาตาน” (เฉพาะภาคภาพยนตร์) ก็คือ ความสนุกสนานน่าติดตาม เพราะในขณะที่ดาวินชี่ โค้ด ทำตัวเหมือนกับคนที่เอาแต่หมกมุ่นอยู่กับตัวเอง เล่าเรื่องของตัวเองดุ่ยๆ ไป (ด้วยข้อมูลที่อัดมาจากหลากทิศทาง) โดยไม่สนใจว่าคนฟัง (คนดู) จะสนุกหรือเบื่อหน่ายยังไง แต่ “เทวากับซาตาน” กลับดูจะเป็นหนังที่เอาอกเอาใจคนดูมากขึ้น และทำให้คนดูมีความรู้สึกร่วมที่จะติดตามเนื้อเรื่องไปได้ตั้งแต่ต้นจนจบ

พูดง่ายๆ ก็คือว่า ถ้าวัดกันในเชิงคุณค่าของความบันเทิงแล้ว Angels & Demons ดูจะเป็นต่ออยู่หลายก้าว และไม่ว่าแฟนๆ ของแดน บราวน์ เจ้าของนิยายต้นฉบับ จะบอกว่าเนื้อหาของหนังมันผิดเพี้ยนแตกต่างไปจากหนังสือตรงไหนยังไงบ้าง แต่ในแง่ของความเป็นหนังเรื่องหนึ่ง “เทวากับซาตาน” ดูจะตอบโจทย์ตัวเองได้ถูกต้องกว่า ไม่ว่าจะมองในมุมของความบันเทิงหรือเนื้อหาสาระ (ตามจริง หนังที่ทำมาจากหนังสือ ก็ไม่จำเป็นต้องเดินตามต้นฉบับเป๊ะๆ อยู่แล้ว จริงไหม?)

อย่างไรก็ดี พูดกันอย่างถึงที่สุด โดยทางของหนัง Angels & Demons จริงๆ ก็ไม่ได้แตกต่างไปจากดาวินชี่ โค้ด เท่าไหร่นัก เพราะหนังยังคงเล่นอยู่กับการซุกซ่อนและคลี่คลายเงื่อนปมปริศนา (หมายถึง กว่าจะเฉลยก็ต้มคนดูจนเปื่อยไปแล้ว ) เพียงแต่ว่า ดาวินชี่ โค้ด อาจจะแพรวพราวกว่าในแง่ของจุดหักมุมที่พลิกแล้วพลิกอีก ขณะที่ “เทวากับซาตาน” พลิกครั้งสองครั้ง แต่กลับสั่นสะเทือนความรู้สึกของคนดูได้เป็นอย่างดี

และแน่นอนที่สุด ตัวเดินเรื่อง ของ Angels & Demons ก็ยังคงอยู่ที่ตัวละครหลักอย่าง “โรเบิร์ต แลงดอน” (ทอม แฮงค์ส) ศาสตราจารย์ผู้ปราดเปรื่องด้านสัญลักษณ์วิทยาจากมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด ที่คราวนี้ เขาถูกเรียกตัวไปกรุงวาติกันในภารกิจเปิดโปงองค์กรลับที่เรียกตัวเองว่า “อิลลูมินาติ” ผู้ต่อต้านคริสตจักรซึ่งขโมยตัวอย่างปฏิสสารอันมีพลังทำลายล้างสูงไปซ่อนไว้ ในกรุงวาติกัน ยิ่งไปกว่านั้น องค์กรลับที่ว่านี้ยังได้ลักพาตัวพระคาร์ดินัลสี่รูปผู้เป็นตัวเต็งในการ ก้าวขึ้นมาเป็นพระสันตะปาปาองค์ใหม่ และสิ่งที่แลงดอนจะต้องทำก็คือ การสืบเสาะหาข้อมูลจากเอกสารและงานศิลปะเก่าแก่ทั่วกรุงโรมเพื่อเปิดโปงความ ลับเกี่ยวกับองค์กรที่ว่านี้ ก่อนที่พระคาร์ดินัลทั้งสี่รูปจะถูกสังหารและปฏิสสารจะระเบิดกรุงโรมให้ ย่อยยับตามคำขู่ของอิลลูมินาติ

ก็อย่างที่คนดูทุกๆ คนคงรู้สึกได้คล้ายๆ กัน ผมเห็นว่า “เทวากับซาตาน” ในการกำกับของรอน โฮเวิร์ด เรื่องนี้ ทำได้ดีในแทบจะทุกๆ ด้าน ไม่ว่าจะเป็นบทหนังที่รัดกุม เดินเรื่องได้กระชับ ฉับไว ไม่อืดอาดยืดยาดเหมือนดาวินชี่ โค้ด โอเคล่ะ ถึงแม้เราจะยังรู้สึกว่า Dialogue (บทสนทนา) ของหนัง ยังติดที่การพูดมากอยู่บ้างในบางจุด แต่บริบทของบทสนทนาก็ไม่ได้ลึกลับซับซ้อนและกว้างไกลจนน่าปวดหัว ซึ่งเป็นความแตกต่างจาก ดาวินชี่ โค้ด ที่ทำให้คนดูเหมือนดุ่มเดินไปในเขาวงกตของข้อมูลและศัพท์แสงต่างๆ อันไม่ง่ายต่อการทำความเข้าใจ

และไม่มากไม่มาย ผมเห็นว่า ผู้กำกับ รอน โฮเวิร์ด สามารถควบคุมโทนบรรยากาศความน่าเคลือบแคลงสงสัยของหนังสืบสวนสอบสวนให้ไป ด้วยกันได้ดีในทุกๆ องคาพยพ ไม่ว่าจะเป็นดนตรีประกอบที่นอกจากจะฟังดูอลังการมากๆ แล้ว ยังส่งเสริมและขับเน้นอารมณ์ของหนังให้ดูลุ้นระทึกได้เป็นอย่างดี เช่นเดียวกับภาพฉากหลายๆ ฉากที่ดูเหมือนจะซุกซ่อนเงื่อนงำบางอย่างไว้ในนั้น ขณะที่ศิลปะภาพวาดเอย หรือรูปปั้นงานศิลป์ต่างๆ เอย ก็ไม่ได้เป็นแค่เพียงสิ่งสวยๆ งามๆ อีกต่อไป หากแต่ยังกักเก็บความลี้ลับและแทรกปมปริศนาอันน่าขบคิดตีความไว้ในนั้นด้วย เช่นกัน

หรือถ้าจะพูดให้ถูกต้องยิ่งขึ้นก็คือว่า ความมีเงื่อนงำนั้นดูเหมือนจะถูกวางไว้ในแทบจะทุกๆ จุดของหนัง ไม่เว้นแม้กระทั่งในตัวละคร อย่างที่เราจะเห็นว่า หนังใช้สอยตัวละคร 2-3 ตัวหลอกล่อและเล่นกับความคาดเดาของคนดูเพื่อที่จะหักมุมในภายหลังให้เราหัว ทิ่มหัวตำกับความคิดความเชื่อที่เคยมี บาทหลวงแพทริกเอย ผู้บังคับการริกเตอร์เอย หรือแม้แต่เหล่าทหารองครักษ์สวิสที่แม้เราจะไม่ได้เห็นหน้าค่าตาพวกเขาชัดๆ ว่าใครเป็นใครบ้าง แต่จากบทพูดที่มีการเอ่ยอ้างถึงพวกเขาหลายๆ ครั้ง ก็กระตุ้นความสงสัยให้เราอดคิดไปไม่ได้ว่า มันน่าจะมีความไม่ชอบมาพากลอยู่ในกลุ่มบุคคลเหล่านี้ด้วยหรือเปล่า?

 

แน่นอน เมื่อหนังเดินไปถึงจุดที่ความจริงถูกเปิดโปง มันก็คือความเซอร์ไพรส์สำหรับคนดู แต่ก็อีกนั่นแหละ ว่ากันตามจริง ถ้าไม่นับรวมบุรุษลึกลับที่มาปรากฏตัวแว้บๆ ในช็อตสั้นๆ บางช็อต ผมว่าหนังได้เริ่มแง้มๆ รหัสลับบางอย่างให้คนดูตั้งแต่ช่วงกลางๆ เรื่องแล้วว่าใครคือผู้อยู่เบื้องหลังเหตุการณ์ทั้งหมด ก็ตอนที่แลงดอนสวมสูทตัวใหม่นั่นแหละครับ เพราะสูทตัวนั้นมันเข้ากันกับหุ่นของเขาพอดีเป๊ะ ราวกับถูกเตรียมการล่วงหน้าไว้แล้วอย่างดี!! ดังนั้น ถ้อยคำธรรมดาๆ ของบาทหลวงแพทริกที่เอ่ยทักแลงดอนเกี่ยวกับเรื่องสูท จึงชวนให้รู้สึกดูมีเลศนัยและมีความหมายลึกลับที่น่าประหวั่นพรั่นพรึงขึ้น มาอย่างไม่น่าเชื่อ

แต่ก็อีกนั่นแหละ ต่อให้โฉมหน้าของตัวร้ายที่ถูกเปิดเผยออกมา จะเป็นใคร นั่นก็ดูเหมือนจะไม่สลักสำคัญอะไรเลย เมื่อเทียบกับ “สาร” อันน่าเจ็บปวดหัวใจที่หนังต้องการจะบอกกับคนดู และที่ผมชอบก็คือ คำพูดที่แฝงน้ำเสียง irony (เสียดสีเย้ยหยัน) ซึ่งหลุดจากปากของคาเมอร์เลงโก (ยวน แมกเกรเกอร์) ที่เปรยๆ ในทำนองว่า สมาชิกอิลลูมินาติจริงๆ นั้น ไม่ใช่ใครที่ไหนหรอก หากแต่ “เป็นคนของพระเจ้า” เองนั่นแหละ และนี่ก็คงเป็นเหตุผลอีกข้อหนึ่งซึ่งทำให้ชื่อเสียงของแดน บราวน์ ฉาวโฉ่ในแวดวงศาสนจักร (อันที่จริง เนื้อหาในทำนอง “คนของพระเจ้า” คือผู้ร้าย แบบนี้ ไม่ใช่เรื่องใหม่อะไรเลยในโลกของหนัง อย่างน้อยๆ ตอนนี้เท่าที่นึกออกก็มี Bad Education ของเปโดร อัลโมโดวาร์ ฯลฯ เพียงแต่เมื่อมันถูกพูดออกมาจากปากกาของแดน บราวน์ น้ำหนักความฉาวจึงอาจจะดูหนักหน่วงมากกว่าคนอื่นๆ เพราะชื่อชั้นของนักเขียนคนนี้)

ดังนั้น เมื่อว่ากันอย่างถึงที่สุด ไม่ว่าหนังจะพาคนดูครุ่นคิดไปถึงไหนต่อไหนเกี่ยวกับการก่อกำเนิด (Creation) ของโลกว่า จริงๆ แล้ว เป็นฝีมือของพระเจ้าหรือวิทยาศาสตร์ และไม่ว่าวิทยาศาสตร์กับศาสนาจะมีปากเสียงถกเถียงกันวุ่นวายโกลาหลสักเพียง ใด แต่ในที่สุด ผมคิดว่า หนังหาทางลงและบทสรุปให้กับตัวเองได้ดี ด้วยประเด็นที่จับต้องได้ง่ายๆ ไม่ซับซ้อนอะไรมาก แต่ก็สุ่มเสี่ยงต่อความเสื่อมเสียของคริสตจักรมากเหมือนกัน เพราะมันเข้าไปแตะ “บุคคลศักดิ์สิทธิ์” ของคริสตจักร พร้อมพูดถึงเรื่องศรัทธาอันผิวเผินของผู้คนที่มักจะ “มอง” ทุกสิ่งทุกอย่างเพียงแค่ที่ตา “เห็น” จนไม่รู้ไม่เข้าใจว่าใคร “จริง” หรือใคร “ปลอม”

ใช่หรือไม่ว่า เพราะเรามักจะมองและชื่นชมเฉพาะ “สิ่งที่ตาเห็น”...เราจึงไม่มักไม่ค่อยรู้ว่า “เทวา” ที่เราบูชากันนักหนานั้น แท้จริงแล้ว อาจซุกซ่อนวิญญาณ “ซาตาน” ไว้ภายในเบื้องลึก และใช่หรือไม่ว่า “ซาตาน” ก็ชาญฉลาดพอที่จะเล่นบทบาทของ “เทวา” หลอกตาเรา...เราจึงต้องเจ็บปวดอยู่ร่ำไป เมื่อ “เทวา” ที่ว่าใช่ มันไม่ใช่อย่างที่เราคิด