รายละเอียดภาพยนตร์คลิกหัวข้อที่เกี่ยวข้อง ทางด้านขวาบนครับ

ร่วมกันวิจารณ์ แบ่งปัน ความคิดเห็นต่อภาพยนตร์ต่อเพื่อน ทั้งที่ไปดูแล้ว และยังไม่ได้ดู

และยังมีคำวิเคราะห์วิจารณ์ โดยทีมงาน raknang และรวบรวมมาจากที่ต่างๆ

 

ขอความร่วมมือด้วยครับ ถ้าจะ สปอยล์หรือSpoil หรือแสดงเนื้อหาบ้างส่วนของภาพยนตร์ ขอความร่วมมือ ช่วยใส่คำว่า สปอยล์หรือSpoil ให้ชัดเจนก่อนถึงบทความด้วยครับ ขอบคุณครับ

 

 

 วิเคราะห์วิจารณ์ โดยทีมงาน raknang และรวบรวมมาจากที่ต่างๆ

1.Joe : meetjoeblog.net

          ไม่ได้เขียน Review หนังมานาน ถึงแม้ว่าช่วงนี้หนังเข้าบ่อยและได้ไปดูมาเกือบจะทุกเรื่อง สาเหตุเนื่องจากการเขียน Review หนังนั้นมันยากกว่าการเขียนเนื้อหาเกี่ยวกับ Gadget หรือบทความสั้นด้านเทคโนโลยี เพราะเนื้อหาของหนังเกือบสองชั่วโมงแต่นำมาสรุป โดยที่ไม่ Spoil ในเนื้อหานั้นมันยากพอควรเลยทีเดียว และวันนี้ผมก็มาพร้อมกับบทความรีวิวที่เรียกได้ว่ามหากาพย์ของอวกาศที่ไม่แพ้ Star Wars เลยก็ว่าได้ นั่นคือ Star Trek 2009

          สำหรับ Star Trek นั้นผมได้ดูมาตั้งแต่เด็กแล้วในตอนที่ฉายเป็นซีรีส์โทรทัศน์ในเมืองไทยเนี่ยแหละครับ และสิ่งหนึ่งที่จดจำได้เป็นอย่างดีนั่นก็คือยาน USS Enterprise ซึ่งผมเชื่อว่าซีรีส์ที่ฉายนั้นประสบความสำเร็จอย่างไม่ต้องสงสัย มีแฟนคลับติดกันมากมายจนต้องมีการนำออกมาฉายทางจอเงินอีกครั้ง ซึ่งการกลับมาในปี 2009 นี้ ก็เป็นการผจญภัยอีกครั้งโดยเป็นการบอกเล่าถึงเรื่องราวของลูกเรือหน้าใหม่ กับการผจญภัยในห้วงอวกาศ ภายใต้การนำของ Captain James T. Kirk, Spock และลูกเรือคนสำคัญอีกมากมาย แน่นอนครับ ยังเป็นยาน USS Enterprise และ Star Fleet เหมือนเดิม

          ความเห็นผมหลังจากที่ดูหนังเรื่องนี้จบ บอกได้คำเดียวครับว่า “สุดยอด” ครบทุกอารมณ์มาก ทั้ง Action, Drama รวมถึงมุขตลกที่สอดแทรกเข้ามา ในส่วนของการลำดับภาพ และ Computer Graphic นั้นก็ทำได้ดีทีเดียว โดยเฉพาะฉากสู้รบในห้วงอวกาศที่ขาดไม่ได้เลยสำหรับหนังประเภทนี้ หนังเรื่องนี้นั้นยังสะท้อนให้เห็นถึงช่วงที่สิ้นหวังที่สุด การเสียดสีของการแสดงออกทางความรู้สึกที่ไม่สามารถแสดงได้ มิตรภาพ ความไว้ใจ และการเอาชนะในสิ่งที่เป็นไปไม่ได้

          ก็ถือว่าเป็นหนังที่ดีและน่าดูอีกเรื่องหนึ่งครับ รับรองเดินออกมาจากโรงภาพยนต์ไม่เสียดายตังค์แน่ๆ ก่อนที่จะปิดท้ายกันมีประโยคหนึ่งที่ผมชอบมากจากเรื่องนี้นั่นก็คือ

          i don’t believe in no-win scenario - James T. Kirk

          ยังไงก็ดูหนังให้สนุกครับผม ดูเพื่อความบันเทิง เก็บเกี่ยวความสนุกและสาระจากหนัง แต่ไม่ต้องเอาสมุดเข้าไปจดแล้วออกมาวิจารณ์กันเป็นคะแนนนะครับ ดูหนัง ไม่ใช่ทำข้อสอบ แล้วพบกันใหม่ในการ Review หนังเรื่องต่อไปครับ

+++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++

2.j@Y_Wyler : nangdee.com

♣ ยอดเยี่ยม สนุก ดำเนินเรื่องไว เจ๋งครับ ♣

ช่วงหลังมานี้ J.J. Abrams จับโปรเจกต์อะไร เป็นต้องฮิตไปเสียหมด ไม่เว้นแม้แต่การปลุก Star Trek
ซึ่งผมไม่เคยดูเรื่องนี้มาก่อนเลย อันเนื่องมาจากหลายเสียงบอกว่า น่าเบื่อ Star Wars สนุกกว่า
เนื้อเรื่องงั้นๆ และอีกมากมาย จนผมไม่คิดที่จะไปตามหาดู แต่เห็นว่าภาคนี้ ยกเครื่องใหม่เลยต้องลองสักนิด

นี้เป็นภาพยนตร์ซัมเมอร์ ที่ทำออกมาได้ สนุก น่าเชื่อถือ น่าสนใจ น่าติดตาม ตลอดเวลา
ดำเนินเรื่องอย่างยอดเยี่ยม ประเด็นในหนังชัดเจนและหนักแน่น ไม่มีอะไรยอดเยี่ยมขนาดนี้มาก่อน
จนผมว่าเรื่องนี้ทำ Star Wars เสียวสันหลังได้เหมือนกัน ฉากต่อสู้ในจักรวาลก็ทำออกมาลุ้นดีเหมือนกัน
ในด้านคุณภาพนั้นได้มากกว่าที่ผมคาดหวังไว้มาก แถมคุณภาพยังดีไม่ใช่น้อย เรื่องนี้จึงได้ใจผมไปเต็มๆ

ประเด็นดราม่าในหนัง ในช่วงครึ่งหลัง (ขอไม่สปอยล์เช่นเดิม) สอดแทรกไม่มากไม่น้อยเกินไปกำลังดี
ผมชอบการที่หนังเรื่องนี้พูดถึงความเป็นมนุษย์ และเหน็บแหนมพวกที่หัวแข็ง ไม่รับฟังใครได้เจ็บใช่เล่น

ใครจะเชื่อว่า Chris Pine รับบทที่เด่นที่สุดในชีวิตการแสดงได้อย่างน่าทึ่ง แถมด้วย Zachary Quinto จาก Series ดัง Heroes
รับบท Spock ได้อย่างสุดยอดจริงๆ อีกคนคือ Eric Bana มารอบนี้พี่แกรับบทร้ายได้ดีเช่นกันครับ
ไม่แปลกใจเลยที่กระแสล่วงหน้าของหนังเรื่องนี้จะอยู่ในเกณฑ์สูงมาก
แถมนักแสดงคนอื่นๆในหนัง ต่างเป็นตัวเสริมเพิ่มความเยี่ยมได้ดีจริงๆ

หลังจากเปิดซัมเมอร์แบบธรรมดาของ Wolverine ไปแล้ว Star Trek ทำผมหวือหวาและอาการค้างกว่า
เรื่องแรกเยอะเลย หากกำลังลังเลว่าจะดูดีหรือไม่ ไม่ผิดหวังแน่นอนครับ กล้ารับประกันเลย !!!

เนื้อเรื่อง สนุก ลื่นไหล และบทแข็งแรงมาก ดำเนินเรื่องได้เร็วจนทำให้รู้สึกว่าหนังสั้นไปเลย
เอฟเฟกต์ ฉากจักรวาลแม้อาจจะสู้ Star Wars ไม่ได้แต่ที่มีอยู่นั้นก็ถือว่าน่าพอใจครับ
การแสดง Chris Pine และ Zachary Quinto โดดเด่นมาก แถวทีมนักแสดงที่เหลือก็ยอดเยี่ยม
ความบันเทิง เป็นภาพยนตร์ที่ให้ความบันเทิงได้อย่างถึงใจ
คุณภาพ แม้ประเด็นเจาะลึกความเป็นมนุษย์นั้นอาจไม่ลึกเท่า The Dark Knight แต่เรื่องนี้ก็ยังนำเสนอประเดนได้ชัดเจน

เนื้อเรื่อง B+
เอฟเฟกต์ B
การแสดง B+
ความบันเทิง B+
คุณภาพ B
คะแนนรวม B+ ส่วนตัวให้ B+ครับ

+++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++

3.นพปฎล พลศิลป์ : Entertain Magazine

ไม่ใช่แค่เลือกถูกคน สำหรับการเลือก เจเจ อาบรามส์ มาตัดการ โม Star Trek ออกมาใหม่ แต่เป็นการเลือกที่ยอดเยี่ยมเอามากๆ เมื่อมองจากผลลัพธ์ที่ปรากฏ ที่น่าตั้งข้อสังเกตก็คือ Star Trek คอนนี้เป็นหนังใหญ่ Star Trek เรื่องแรก ที่ไม่มีคำต่อท้ายใดๆมาห้อยท้ายเหมือนภาคก่อนๆหน้า

อาบรามส์ไม่เพียงแค่ปรับรูปลักษณ์เรื่องราว การเล่าเรื่องของหนังที่น่าจะเชยสนิทให้กลับมามีชีวิตชีวา มีความร่วมสมัยแล้ว Star Trek ของอาบรามส์ ก็ยังเก็บอารมณ์และเสน่ห์เต็มๆของหนังในเวอร์ชั่นแรกเริ่มเดิมทีเอาไว้ได้ แล้วผสมผสานเข้ากับสีสันใหม่ๆที่ทำให้ Star Trek เวอร์ชั่นนี้ มีทั้งความทันสมัย เสน่ห์ลักษณะเฉพาะตัวของ Star Trek ที่แฟนเก่าคุ้นเคย และแฟน ใหม่หรือคนที่รู้จักกับ Star Trek ไม่มากนักไม่รู้สึกว่านี่คือหนังอวกาศที่น่าเบื่อ เนิบนาบ อีกต่อไป

เรื่องราวของ Star Trek ฉบับ เจเจ อาบรามส์ เริ่มต้นขึ้นที่การทำลายยานอวกาศยูเอสเอสเคลวิน ที่จอร์จไทบีเรียสเคิร์ก เพิ่งได้รับการแต่งตั้งเป็นกัปตันเพียงแค่ไม่กี่นาที ของเรฌรกัปตันเรือชาวโรมูลัน และทำให้เคิร์กกับลูกชายที่เพิ่งเกิดขณะยานถูกทำลาย เจทส์ ไทบีเรียสเคิร์ก ไม่มีโอกาสได้เจอกัน ก่อนที่จะเปิดตัวเจมส์ ที เคิร์กในวัยเด็กที่ห้าวระห่ำเอาเรื่อง รวมไปถึงตัวละครหลักอีกตัวอย่างสป็อค ชาวดาววัลแคนที่เป็นพ่อวัลแคนแต่แม่เป็นมนุษย์โลก หากแต่ก็ไม่ใช่ข้อบกพร่องที่ทำให้เขาไม่ใช่อัจฉริยะในเรื่องการคำนวณต่างๆ แม้จะมีปัญหาในเรื่องของอารมณ์ในแบบชาวโลกก็ตามที

สป็อคและเคิร์กมาเจอกันที่โรงเรียนนายเรือที่เคิร์กลองดีกับข้อสอบของสป็อค จนทำให้ตัวเองถูกลงโทษ ก่อนที่จะเกิดเหตุพายุกระหน่ำดาววัลแคน และสหพันธ์ฯ ต้องนำยานอวกาศออกไปช่วยเหลือ ซึ่งหนึ่งในนั้นก็คือยานเอนเคอร์ไพรส์ภายใต้การนำของกัปตันไพค์ เพื่อนของเคิร์กผู้พ่อ ที่มีต้นหนคือสป็อค เคิร์กแอบขึ้นเอนเตอร์ไพรส์ได้สำเร็จ และเมื่อถึงดาววัลแคนทุกคนก็ได้รู้ว่า ที่นั่นไม่ได้มีแค่พายุ หากเป็นการกระทำของใครบางคนที่มีเป้าหมายทำลายดาวดวงนี้ให้ดับสิ้น ที่ดูจะมีแค่ยานเอนเตอร์ไพรส์ และลูกเรือคนสำคัญอย่างเคิร์ก สป็อค เท่านั้นที่จะช่วยได้

เรื่องราวที่เคยเรียบๆเดินเรื่องไปด้วยบทสนทนา และเหตุการณืมากกว่าฉากแอ็คชั่นของหนังเวอร์ชั่นเดิมๆ ถูกปรับเปลี่ยนให้เดินไปข้างหน้าด้วยความกระฉับกระเฉงมากขึ้น สลับด้วยอารมณ์ขันจากมุขต่างๆ โดยเฉพาะมุขความขัดแย้งในเรื่องมุมมองของเคิร์กและสป็อค ที่ฝ่ายหนึ่งใช่อารมณ์ และความคุ้นเคย แต่อีกฝ่ายใช้หลักการ และตรรกะ รวมไปถึงเรื่องของความต่างทาง เชื้อชาติ เผ่าพันธุ์ ของลูกเรือยานเอนเตอร์ไพรส์ ซึ่งเป็นมุขที่เป็นเสน่ห์อย่างยิ่งของ Star Trek มาโดยตลอด ขณะที่ฉากแอ็คชั่นก็มีปริมาณมากกว่า และดูอลังการกว่าที่เคยเห็นในหนัง Star Trek

บทของโรเบอร์โต ออร์ซี่ และอเล็กซ์ เคิร์ทแมน วางอารมณ์ขัน และฉากแอ็คชั่นเข้ามาได้ถูกจังหวะจะโคน ทำให้บางช่วงที่อาจจะดูเนือยๆ ยังเดินไปข้างหน้าอย่างมีสีสัน และมีอารมณ์หลากหลาย ที่คลุกเคล้าเข้ากันได้อย่างเหมาะเจาะ ซึ่งน่าจะได้ใจแฟนรุ่นใหม่ ที่ชอบความตื่นเต้นเร้าใจของฉากแอ็คชั่น และหนังที่มีการขับเคลื่อนสูงๆเช่นเดียวกับที่คงอารมณ์ขันและความคุ้น เคยเก่าๆสำหรับแฟนหนัง Star Trek รุ่นเก่าไปได้พร้อมๆกัน

นอกจากอารมณ์ มุข ที่เก็บเสน่ห์ฉบับดั้งเดิมของ Star Trek เอาไว้ได้ กับบรรดานักแสดงที่แม้จะเป็นทีมใหม่หากก็ทำให้คอหนังยุคเก่าได้ย้อนระลึกไปถึงตัวละครที่พวกเขาคุ้นเคยได้อย่างแนบสนิท ในแบบที่ไม่รู้สึกห่างเหิน หรือไม่คุ้นตา ที่น่าประหลาดใจก็คือ ไม่ใช่แค่คอหนังรุ่นเก่าไม่รู้สึกแปลกแยก กับคอหนังรุ่นใหม่ ที่ไม่รู้จัก Star Trek มาก่อน ก็ไม่น่าจะรู้สึกว่าเป็นตัวละครที่ห่างเหิน หรือไม่ใช่ตัวละครในรุ่นของพวกเขาทั้งๆที่เสื้อผ้าหน้าผมนั้น ส่วนใหญ่ก็โขกกันมาจากเวอร์ชั่นเดิมๆกันอย่างเห็นได้ชัด

โดยเฉพาะแซ็คคารี่ ควินโด เจ้าของบทสป็อคที่ดูทรงเสน่ห์และขึ้นกล้อง รวมทั้งเป็นตัวละครที่โดดเด่น เด้งกว่าตัวละครอื่นๆ อย่างเห็นได้ชัด เห็นปุ๊บก็พร้อมจะรัก ในระดับที่ข่มคริส ไพน์เจ้าของบทเคิร์ทได้สนิท ทั้งๆที่ได้บทดีคู่กันมาโดยตลอดทั้งเรื่อง

ตัวเรื่องของหนังก็ไม่ใช่เรื่องที่ง่ายสำหรับการคาดเดา มีจุดหักมุม มีจุดพลิกผัน ที่สำคัญที่สุดสามารถเดินหน้าต่อไปได้ในแบบที่เป็นหนัง Star Trek ยุคใหม่ โดยที่ไม่ต้องไปใส่ใจกับเรื่องที่เคยเล่าของ Star Trek ที่เคยเป้นมา ทำให้เนื้อหาต่อจากนี้ของ Star Trek เป็นไปได้ว่าจะมีความแปลกใหม่ และความแตกต่างไปจากของเดิม

โดยที่ยังคงไว้ซึ่ง เสน่ห์ และความโดดเด่นบางอย่างในส่วนของแคเร็คเตอร์ ตลอดจนความสัมพันธ์ของตัวละคร ที่น่าจะยังคงไว้ และผสมผสานเข้ามาได้อย่างลงตัวเหมือนอย่างที่เห็นใน Star Trek ซึ่งงานนี้บอกได้ชัดๆเลยว่า เจเจ อาบรามส์นั้น ทำการบ้านมาหนัก

...หากต้องการชมภาพยนตร์ กรุณาข้ามย่อหน้านี้ไป

ด้วยความที่แม้จะเป็นการเล่าย้อนอดีต หากก็เป็นอดีตที่มีการย้อนเวลาของตัวละครบางตัวจากอนาคตเข้ามาเกี่ยวข้อง รวมไปถึงทำสิ่งต่างๆ ที่ส่งผลให้สิ่งที่ควรจะเป็นไปต่อจากนี้เปลี่ยนแปลงไป ซึ่งนั้นก็หมายความว่าเรื่องราวที่เกิดขึ้นของ Star Trek ที่เคยเป็นมาก็ย่อมจะเปลี่ยนไปด้วยเช่นกัน

...กลับมาอ่านต่อได้แล้ว

การกลับมาของ Star Trek ไม่ใช่แค่การย้อนความเป็นมาของบรรดาตัวละครหลักๆในเรื่อง แบบเดียวกับที่ หนังอย่าง Underworld 3: Rise of the Lycans หรือว่า X-Men Origins: Wolverine กระทั่ง Star Wars ทำ ที่เรื่องหลัง เห็นได้ชัดว่าเป็นการทำในแบบที่ได้หน้า ลืมหลัง หากยังเป็นการสร้างเรื่องใหม่ เล่าเรื่องใหม่ ที่ไม่ทำให้แฟนเก่าเสียความรู้สึก ในขณะเดียวกันก็รู้สึกได้ถึงความเกี่ยวพัน รวมถึงยังเก็บความ "ผูกพัน" ระหว่างแฟนเก่าและตัวละครเดิม ในภาพลักษณ์ใหม่เอาไว้ได้อีกต่างหาก

นอกจากจะแก้โจทย์ยากได้ทะลุ ช่วยให้ Star Trek กลับมามีชีวิตใหม่ได้อีกหน เจเจ อาบรามส์ยังสร้างอนคตให้กับหนังแฟรนไชส์ ที่มีหมายความรวมไปถึงหนังซีรีส์เรื่องนี้ได้สำเร็จ หากมองที่คุณภาพของหนัง การเล่าเรื่อง และเนื้อหา หรือว่าตัวละคร

ส่วนที่เหลือต่อจากนี้ก็คือเรื่องของรายได้ที่หากไปได้ดี Star Trek ยุคของไพน์, ควินโด ก็ส่องแสงสุกใส สวยงาม 100%

แต่ที่แน่ๆ ณ ตอนนี้ Star Trek คือหนึ่งหนังซัมเมอร์ที่ดีที่สุดของปีนี้ ไปเรียบร้อยแล้ว