รายละเอียดภาพยนตร์คลิกหัวข้อที่เกี่ยวข้อง ทางด้านขวาบนครับ

ร่วมกันวิจารณ์ แบ่งปัน ความคิดเห็นต่อภาพยนตร์ต่อเพื่อน ทั้งที่ไปดูแล้ว และยังไม่ได้ดู

และยังมีคำวิเคราะห์วิจารณ์ โดยทีมงาน raknang และรวบรวมมาจากที่ต่างๆ

ขอความร่วมมือด้วยครับ ถ้าจะ สปอยล์หรือSpoil หรือแสดงเนื้อหาบ้างส่วนของภาพยนตร์ ขอความร่วมมือ ช่วยใส่คำว่า สปอยล์หรือSpoil ให้ชัดเจนก่อนถึงบทความด้วยครับ ขอบคุณครับ

 

 

 

คำวิเคราะห์วิจารณ์ โดยทีมงาน raknang และรวบรวมมาจากที่ต่างๆ

1.นันทขว้าง สิรสุนทร : คมชัดลึก

ถึงวันนี้ ไม่น่าจะมีใครไม่เคยซื้อ ดีวีดี นะครับ (แผ่นซีดี ก็ได้) คนที่ซื้อหนังแผ่นอะไรแบบนี้ เคยลองพลิกอ่านข้อมูลข้างหลังกล่องดูมั้ยครับ ที่เขามักจะเขียนว่า นี่คือหนัง 3 แนว แอ็กชั่น ตลก หนังรัก หรือไม่ก็นี่คือ หนังสยองขวัญ หนังดราม่า หนังคอมเมดี้

โดยความจริงแล้ว ข้อมูลเหล่านี้ผิดเกือบทั้งหมด เพราะมันไม่มีหรอกครับ ภาพยนตร์เรื่องหนึ่งจะมีตั้ง 3-4 แนว เพราะหนังเรื่องหนึ่ง มันก็จะมี “แนวหลักๆ” หรือที่เรียกว่าตระกูล(genre) ของมันอย่างเดียว

เหมือนสาวๆ หนุ่มๆ นั่นแหละ มันต้องมีว่าเธอสวยสไตล์คุณหนูหรือเท่สไตล์ทอมบอย เธองามหมดจดเรียบร้อยหรือห้าวเป้งแบบจิ๊กกี๋ คือมันต้องบอกออกมาได้ว่า หนังเรื่องนั้น ผู้หญิงคนนั้น เป็นสไตล์แบบไหน

เช่นเราจะบอกได้อย่างไรว่า Kill Bill คือหนังรัก หนังแอ็กชั่น หนังสยองขวัญ (เพราะมันคือหนังแอ็กชั่น) เราจะบอกได้หรือว่า Tropic Thunder คือหนังดราม่า หนังตลก หนังแอ็กชั่น (เพราะมันคือหนังตลกชัดๆ) และเราคงไม่น่าจะบอกได้ว่า Titanic คือหนังตื่นเต้น หนังดราม่า หนังรัก (เพราะมันคือหนังรักแน่นอนที่สุด)

อย่างไรก็ดี แต่ละปีที่ผ่านไป มันก็มักจะมีหนังที่ผสมผสานแนวทางต่างๆ แบบสะเปะสะปะ จับนู่นมาต่อนี่ เอานั่นไปเชื่อมกับไอ้นู่น จนกลายเป็นสิ่งที่เขาเรียกกันว่า เป็นพวก “พันทาง” คือ ไม่มีพันธุ์ที่ชัดเจนของตัวเอง แต่กระเดียดไปทางลูกผสม แล้วไม่ได้ออกมาทาง “ลูกครึ่ง” แต่ค่อนไปทางพันทางมากกว่า

 

ปีนี้ผมเจอแล้ว หนังที่ส่อแววว่าจะทำเงินไม่น้อย (ไล่ตาม Star Trek) หนังเรื่องนี้เป็นอดีตหนังขวัญใจของพวก 30 อัพหลายๆ คน มันคือ Terminator 4 หรือ “คนเหล็ก” (ซึ่งถ้าเอาไปเทียบกับแรมโบ้แล้ว คนเหล็ก มีสติสตังกว่ามาก เพราะรายนั้น แรมโบ้ น่ะ วันๆ เอาแต่บาซูก้าไปไล่ยิงดะไม่รู้ว่าไหล่จะอักเสบบ้างไหม)

คนเหล็ก 4 ไม่ได้มีพล็อตที่ดีเลย แต่กลับใช้อาการพันทางทุกอย่าง ทำให้คนดูไม่สามารถไปเข้าห้องน้ำได้ คือพอถึงฉากที่จะต้องโชว์แล้ว ก็ใส่กันเละเทะ เหมือนดูไดโนเสาร์กลับร่างมาเกิดในหุ่นของโรบอท

ในโครงสร้างหลวมๆ นั้น ก็มีสูตรหนังคนคู่ ตัวละครเป็นพวกดูโอ ซ้อนกันต่อๆ ไป ตั้งแต่ จอห์น คอนเนอร์กับคู่หู และตามด้วยตัวละครหลักอีกทีกับคนรัก ใช้เด็กเป็น key message สำคัญในการทำให้คนดูรู้สึกต้องเอาใจช่วยเด็กเล็ก (บางทีหนังแบบนี้ก็ใช้คนพิการหรือคนแก่ หรือใครก็ตามที่แสดงถึงอาการช่วยตัวเองไม่ได้ เพื่อให้คนดูลุ้น)

ขณะที่หุ่นยนต์นักฆ่าไล่ยำพระเอกของเรื่องตลอดเวลา บทหนังก็ยำๆ แนวทางหนังหลายแนวมาปนกันอย่างน่าดูบ้าง ไม่น่ามองบ้าง ใช้บรรยากาศของหนังในอนาคต ใช้ตัวละครดูโอ ใช้เทคนิคของหนัง road movie ใช้เงื่อนไขของแฟนตาซี ไม่ให้คนดูเถียงหรือถามหาข้อเท็จจริง

 

ตัวหนังเล่าเรื่องไปในปี 2018 ซึ่งเป็นวันอวสานโลก ที่ได้ผ่านมาและผ่านไปแล้ว ทิ้งไว้เพียงซากอารยธรรมสมัยใหม่ กองทัพคนเหล็กคุกคามน่านฟ้าของโลกหลังวันหายนะ เพื่อสังหารหรือรวบรวมมนุษย์ที่หลบซ่อนตัวอยู่ในเมืองร้างและทะเลทราย

แต่ผู้รอดชีวิตกลุ่มเล็กๆ รวมตัวกันขึ้นเป็นกลุ่มผู้ต่อต้าน แล้วหลบซ่อนอยู่ในหลุมหลบภัยใต้ดิน และโจมตีศัตรูที่มีกำลังพลเหนือพวกเขาทุกเมื่อที่เป็นไปได้ ผู้ที่กำลังบงการเหล่าคนเหล็กคือ สกายเน็ต เครือข่ายคอมพิวเตอร์อัจฉริยะที่เริ่มมีความรู้สึกนึกคิดเป็นของตัวเองเมื่อ 14 ปีก่อน

และเพียงเวลาชั่วพริบตา มันก็หักหลังผู้สร้างมันขึ้นมา และปลดปล่อยอาวุธนิวเคลียร์สู่โลกโดยไม่มีใครทันตั้งตัว โดยมีเพียงคนเดียวที่ได้เห็นวันอวสานโลกคืบคลานเข้ามา ชายผู้ซึ่งชะตากรรมของเขามักจะเกี่ยวพันถึงการคงอยู่ของมนุษยชาติเสมอ และเขาคนนั้นก็คือ จอห์น คอนเนอร์ (คริสเตียน เบล)

การเล่าเรื่องของหนังไม่ค่อยเป็นระเบียบมากนัก เน้นความเมามันของฉาก และต่อยอดไปเรื่อยๆ แต่สิ่งหนึ่งที่ต้องชมก็คือ เมื่อถึงฉากที่ “ต้องขาย” คือทำให้คนดูตื่นเต้น มันไปกับฉากทำลายล้าง หนังก็ทำได้สะใจคนดู สมราคาหนังวินาศสันตะโร แนวทำลายล้างนั่นแหละ

คือแม้จะมีอาการมั่วๆ อยู่บ้าง แต่ดันมั่วได้อารมณ์สะใจของคนดู แต่ไม่ขอเข้าข้าง เพราะจะจบด้วยประโยคที่ว่า หนังสนุกเมามันเรื่องนี้ คือคนเหล็กที่แย่ที่สุดตั้งแต่เคยมีมา แต่มันอาจจะกลายเป็นหนังที่ทำเงินของคนเหล็กมากที่สุด เช่นกัน

 

++++++++++++++++++++++++++++++++++

 

2.นพปฎล พลศิลป์ : Entertain Magazine, Issue 1038/May 28 - June 3, 2009

     จากโจนาธาน มอสโทว์ ที่น่าผิดหวัง และไม่มีอะไรใหม่ใน Terminator: Rise of the Machine หนึ่งในหนังไซไฟคลาสิคของโลกภาพยนตร์ ก็กลับมาอีกครั้ง ด้วยฝีมือของแม็คตี ผู้กำกับที่อยู่เบื้องหลังของหนังรีเมคจากหนังทีวีอย่าง Charlie's Angels

     แม้ผลลัพท์ที่ออกมา อาจจะไม่ได้เยี่ยมยอดเทียบเท่า งานสองภาคแรก ที่เป็นฝีมือของเจมส์ คาเมรอน ซึ่งถือว่าเป็นงานคลาสิคไปเรียบร้อยแล้ว แค่หากเทียบกับความพยายามทำ "ซ้ำ" ของมอสโทว์ใน Rise of the Machine งานชิ้นนี้ของแม็คจี ถือว่าทำได้ดีกว่าหลายเท่านัก อย่างน้อยที่สุด Salvation ก็พยายามสร้างเรื่องใหม่ๆที่แตกต่างไปจาก การส่งหุ่นยนต์จากโลกอนาคต มายังโลกปัจจุบัน เพื่อฆ่าตัดตอนจอห์น คอนเนอร์ เหมือนที่เคยเป็นมาในทั้ง 2 ภาคก่อน หรือซาราห์ คอนเนอร์ในหนังภาคแรก

     นอกเหนือไปจากนั้น Terminator Salvation ก็ยังมีสไตล์เฉพาะตัว ดูขึงขัง จริงจัง สอดรับกับเรื่องราวของโลกอนาคตที่ดูมืดมน เมื่อโลกถูกยึดครอบด้วยเครื่องจักรกลและมนุษย์ต้องทำสงครามกับพวกมัน เพื่อหาทางรอดชีวิต

     แม็คจี สร้างภาพโลกอนาคตที่น่าสะพรึงกลัวได้สอดรับกับภาพโลกอนาคต ที่เคยเห็นกันมาบ้างแล้วใน The Terminator ของคาเมรอนได้เป็นอย่างดี แล้วก็เติมลงมาด้วยความขึงขัง ตึงเครียด จริงจัง และแน่นอน อึดอัด กับสิ้นหวัง ซึ่งถือว่าเป็นส่วนที่ดีที่สุดส่วนหนึ่งของหนังเรื่องนี้ขณะที่เรื่องราวก็เริ่มต้นขึ้นในปี 2003 จากการเกลี้ยกล่อม เพื่อขอให้นักโทษประหารที่ชื่อมาร์คัส อุทิศร่างให้กับการทดลองทางการแพทย์ของแพทย์หญิงที่กำลังป่วยเป็นโรคมะเร็ง ด้วยหวังว่า การทดลองของเธอกับร่างของนักโทษประหารรายนี้ จะช่วยสร้างสิ่งดีๆให้เกิดขึ้นกับวงการแพทย์

      ก่อนที่หนังจะตัดกลับมายังโลก ในอนาคตที่ไกลออกไป มนุษย์กำลังทำสงครามกับเครื่องจักรกล หรือ สกายเน็ต โดยมีจอห์น คอนเนอร์ บุรุษในตำนาน ที่ว่ากันว่า จะเป็นคนกอบกู้โลก เป็นผู้นำในการรบภาคสนาม ที่หลังจากบุกเข้าไปในสถานีปฏิบัติการณ์แห่งหนึ่งของพวกจักรกลได้ มนุษย์ก็ได้ค้นพบวิธีทำให้พวกเครื่องจักรหยุดทำงาน และได้พบรายชื่อบุคคล 40 คน ที่ตกเป็นเป้าสังหารของสกายเน็ต หนึ่งในนั้นคือคอนเนอร์ ที่เป็นรายชื่อที่ 2 ในลิสท์ ส่วนอีกคนหนึ่งก็คือ ไคล์ รีส คนที่ในเวลาต่อมา คอนเนอร์ก็ส่งไปป้องกันซาราห์ คอนเนอร์ในอดีต และกลายเป็นผู้ให้กำเนิดเขานั่นเอง

      แล้วกับการบุกทำลายที่มั่นของพวกจักรกลในครั้งนี้ ก็ทำให้มาร์คัส กลับมามีชีวิตอีกครั้ง และหลังจากที่คืนชีพกลับมาได้ จุดมุ่งหมายของเขาก็คือ หาตัวผู้ที่ทำให้เขาเป็นอย่างที่เป็นให้ได้และนั่นก็หมายความว่า เขาต้องเดินทางไปยังซานฟราสซิสโก ที่มีกองบัญชาการใหญ่ของสกายเน็ตอยู่ที่นั่น ในเวลาเดียวกันกองกำลังกอบกู้โลกก็กำลังจะหาทางจัดการขั้นเด็ดขาดกับสกายเน็ตหลังจากได้ข้อมูลมาจากคอนเนอร์ แต่เมื่อไคล์ถูกจับตัวไป ปฏิบัติการณ์ที่เกิดขึ้นของกองกำลังกอบกู้โลก แม้อาจจะประสบความสำเร็จ แต่ก็อาจทำให้จอห์น คอนเนอร์ไม่มีตัวตน หากไม่ได้มีการช่วยเหลือไคล์ รีสออกมาจากที่คุมขัง และภารกิจนี้ ก็ดูจะมีแต่คอนเนอร์ กับมาร์คัสเท่านั้นที่สามารถทำได้ และการเดินทางไปช่วยมาร์คัสในครั้งนี้ ก็ทำให้พวกเขาได้พบกับความจริงอันน่าตระหนก

     ในที่สุดเรื่องราวของ Terminator ก็ได้เดินหน้าไปซะที หลังจากที่เป็นแค่เพียงการทำซ้ำในช่วงวัยของตัวละครที่แตกต่างไปเมื่อภาคที่ผ่านมา รวมไปถึงตัวหนังเองก็ออกมามีสไตล์ไม่ได้เป็นเพียงแค่หนังแอ็คชั่น ทุนสูงดาดๆอย่างที่มอสโทว์เคยทำ แล้วก็ยังมาพร้อมกับภาพของโลกอนาคตที่ดูน่าหวาดหวั่น แปลกตา ถือว่าไมเคิล เฟอร์ริส และจอห์น ดี บรังคาโต สองผู้เขียนบท แก้ตัวจากที่ภาคแล้วได้สำเร็จ และแสดงให้เห็นว่า หนังเรื่องนี้ ยังมีทางออกที่เปิดกว้าง และทำให้เรื่องเดินไปข้างหน้าได้ โดยที่ไม่ต้องมี หรือว่าไปยึดติดกับตัวละครหุ่นสังหารของอาร์โนลด์ ชวาร์เซเน็กเกอร์ เหมือนเช่นที่ผ่านๆมา

     แต่ถึงจะไม่มีอาร์โนลด์ ชวาร์เซเน็กเกอร์ แต่ที่สุดแล้ว ตัวละครที่เด่นที่สุดในเรื่อง ก็ยังไม่ใช่จอห์น คอนเนอร์ ตัวละครที่น่าจะกลายมาเป็นตัวละครหลักของเรื่อง ที่หนนี้รับบทโดยคริสเตียน เบล หากเป็นตัวละครผู้มาใหม่มาร์คัส ที่เล่นโดย แซม เวอร์ธิงตัน ที่ไม่เพียงจะได้บทที่เด่นกว่า แต่กับการแสดงก็เห็นได้ชัดเจนว่าเวอร์ธิงตันกินเบล ที่ได้ชื่อว่าเป็นนักแสดงชายฝีมือ ไปหลายช่วงทีเดียว โดยเฉพาะกับการแสดงให้เห็นถึงความซับซ้อน ในเรื่องของอารมณ์ ความรู้สึก และความสับสนในตัวเอง ซึ่งเป็นอีกครั้งที่เบลในบทนำ โดนตัวรองขโมยซีนไปเต็มๆ เช่นเดียวกับที่เคยเป็นมาแล้วใน The Dark Knight ที่ ฮีธ เล็ดเจอร์ หรือว่า The Prestige รวมไปถึง Batman Begins ที่ถูกกลืนไปในกลุ่มดาราสมทบมากฝีมือ

     แล้วกับตัวผู้กำกับ จากหนังที่ดูเหมือนการ์ตูนอย่าง Charlie's Angels ใน Terminator Salvation แม็คจี ทำหนังที่มีโทนจริงจัง ดุดัน ขึงขัง และตึงเครียด ในอารมณ์ที่ต่างไปจากหนังนางฟ้า 3 สาว ออกมาได้สำเร็จ และมีโทนที่สอดรับกับ สิ่งที่หนังชุดนี้เริ่มเอาไว้ตั้งแต่ต้น โดยที่งานโปรดัคชั่นของหนังก็สอดรับกับสไตล์ และสร้างโทนของหนังให้ออกมาดูหนักแน่นได้อย่างที่เห็นโดยเฉพาะในเรื่องของมุมกล้อง โทนภาพ ที่ใช้สร้างความตื่นเต้น อึดอัด กดดันอย่างได้ผล หากจะมีที่ล้นๆอยู่บ้างก็คงไม่พ้นดนตรีประกอบของ แดนนี่ เอลฟ์แมน ที่ฟังอึกทึกครึกโครมมากไปหน่อย

      กับอีกส่วนหนึ่งก็คือความไม่ "สมเหตุสมผล" ของเรื่องราวในหนัง ที่หลายๆครั้งดูจะเน้นสร้างความมันส์จนลืมว่า อะไรที่ควรจะเป็น และอะไรที่ควรจะใช่ รวมไปถึงเรื่องของเหตุการณ์ตามช่วงเวลา ที่หนังดูจะหลง หรือหลุดไป โดยเฉพาะในส่วนของสกายเน็ตที่ไม่น่าจะรู้อะไรล่วงหน้าจนถึงขั้นเตรียมการบางอย่างได้ แต่ถ้าไม่ติดใจ และเพลินไปกับฉากแอ็คชั่นของหนังที่ใส่เข้ามาตลอดทั้งเรื่อง เรื่องความสมจริง สมเหตุสมผลของเรื่องราวใน "หนัง" แบบนี้ก็อาจจะถูกละเลยไปได้ เพราะเอาเข้าจริงๆแม็คจี ก็อัดคนดูอยู่ตลอด 2 ชั่วโมงของหนังเลยก็ว่าได้

     สำหรับคอหนัง ที่ติดตามหนังเรื่องนี้มาแต่แรก Terminator Salvation มีหลายๆฉากที่เป็นเหมือนการคารวะหนังในตอนที่ผ่านๆมาโดยเฉพาะการนำฉากคลาสิคต่างๆมารีเมคใหม่ มุมหนึ่งอาจจะมองว่าเป็นการทำซ้ำ แต่อีกมุมหนึ่งก็คือการให้เครดิตกับฉากที่น่าจดจำเหล่านั้น ไม่ว่าจะเป็นฉากไล่ล่าด้วยมอเตอร์ไซค์ ฉากแอ็คชั่นในโรงงาน รวมไปถึงการใส่เพลง You've Could be Mine ของหนังภาคที่สองเข้ามาในเรื่อง

     ซึ่งบางฉาก ยังสามารถย้อนไปเกี่ยวเนื่องกับภาคแรกๆ เป็นที่มา-ที่ไป ของกันและกันได้อีกต่างหาก ถือเป็นการสานต่อที่ดูเนียน และสร้างความสดให้กับตัวเองได้พอสมควร อย่างน้อยก็ไม่รู้สึกว่าซ้ำซาก รวมทั้งยังมีความใหม่ในตัวเองในระดับหนึ่ง ที่ถือว่าเป็นระดับที่น่าพอใจ โดยไม่ต้องนำไปเทียบกับ 2 ภาคแรกที่ขึ้นหิ้งคลาสิคไปเรียบร้อยแล้ว

 

++++++++++++++++++++++++++++++++

 

3.(spoil)Adbenz : Nangdee.com

การกลับมาครั้งยิ่งใหญ่ของภาพยนตร์แอ็คชั่น-ไซไฟในตำนาน นับภาคแรกตั้งแต่รุ่นปู่สู่รุ่นพ่อ จากรุ่นพ่อถึงรุ่นผม และก็อาจจะ รุ่นผมไปสู่รุ่นหลานอีกต่อไป (ว่าเข้านั้น) ภาพยนตร์เรื่องนั้นก็คือ Terminator หรือชื่อไทยที่ว่า "คนเหล็ก" ซึ่งในภาคสี่ หรือ ภาคแรกของไตรภาคใหม่ใช้ชื่อว่า "Terminator Salvation คนเหล็ก 4 มหาสงครามจักรกลล้างโลก"

เนื้อเรื่องในภาคนี้ก็คร่าวๆว่า
หลังจากสงครามนิวเคลียร์ปี 2003 จากนั้นก็เป็นเวลาสิบห้าปี ซึ่งเหตุการณ์ในหนังก็คือปี 2018...
โดยส่วนใหญ่ในภาคนี้จะเน้นไปที่การเปิดตัวและช่วยชีวิต Kyle Resse พ่อในอนาคตของผู้นำกองกำลังกอบผม้โลก John Conner โดยรีสโดนกองทัพเครื่องจักรชื่อ Skynet ระบุตัวตามล่าและกำจัดเป็นเป้าหลายหลักอันดับที่ 1 โดยอันดับ 2 เป็นคอนเนอร์ทั้งๆที่ไตรภาคแรก คอนเนอร์มักจะเป็นเป้าหมายหลักอยู่เสมอๆ...

"สิ่งที่ทำให้เราแตกต่างกับเครื่องจักรคือจิตใจและจิตวิญญาณของมนุษย์"


วิจารณ์
ด้านเนื้อเรื่อง
คิดว่าภาคนี้เนื้อเรื่องในบางตอนผมพอจะเดาหรือลำดับเหตุการณ์ถูกจากการดูตัวอย่างซ้ำมาหลายๆรอบ ธีมหลักของหนังจะแสดงออกถึงความเสียหายของสงครามอย่างเช่น เมืองร้าง ซากปรักหักพังทั้งหลายทั้งปวง เป็นต้น
ตัวหนังเปิดตัวด้วยการแนะนำที่มาของ Marcus Wright เล็กน้อย สรุปว่า มาร์คัสเป็นคนยุคช่วงๆ ก่อนสงครามนิวเคลียร์ ไม่ใช่จากอนาคต อย่างที่คิดไว้ แต่ที่คาดไม่ถึงคงจะเป็นฝ่ายของคอนเนอร์ไม่ได้ส่งมา(อย่างเช่นทุกๆที)แต่เป็นฝ่ายสกายเน็ตต่างหากที่ส่งมาร์คัสมาเพื่อทำการแทรกซึมเข้าไปในจิตใจของคอนเนอร์ที่เป็นห่วงรีสที่ถูกจับเป็นเชลยในใจกลางสกายเน็ต นั้นก็เป็นเหตุที่ทำให้คอนเนอร์ถูกลวงไปฆ่า โดย T-800 ซึ่งรออยู่ที่นั้นอยู่แล้ว...และในฉากนี้เอง ลุงอาโนลก็ออกมาอย่างขนลุก ทะ ทึก ทึก ทะ ทึก~ ทะ ทึก ทึก ทะ ทึก~...อ้อขอบอกว่า T-800 ตายยากโคตะระๆเลย

ด้านการแสดง
ทุกๆคนแสดงได้อย่างเห็นสมบทบาท แต่!! ผมว่าบทยังคงมีปัญหาอยู่ ผมคิดว่ามันยังแบ่งเนื้อเรื่องบทบาทของตัวละครแต่ละตัวได้อย่างไม่ครบถ้วนเท่าไหร่นัก
คริสเตียนเบล แสดงได้ดีมาก โดนใจ ผิดกับที่ไอ๊ผู้กำกับภาพหรืออะไรซักอย่างที่ด่าว่าเขาแสดงได้ไม่ค่อยดีอะไรนั้นที่มีคลิปเสียงหลุดออกมาแบบว่า ฟั-ค กระจาย 555+
ส่วนแซม เวอร์ธิงตั้น ที่เป็นบทรองผมว่าแสดงได้อย่างสมเหตุสมผล คือจะแสดงอารมณ์ความเป็นหุ่นยนต์ก็ไม่ใช่ อารมณ์ของความเป็นมนุษย์ก็ไม่เชิง หรือในอีกแง่หนึ่ง อาจจะเป็นที่ว่า แซม เขาแสดงได้ไม่ดีพอ?

ด้านดนตรี
ตอนแรกก็ลุ้นอยู่ว่าใครจะมาทำหน้าที่เพลงประกอบเรื่องนี้สุดท้ายแล้วก็ไม่ใช่คนอื่นคนไกล Danny Elfman นั้นเองซึ่งก็ไม่ทำให้ผิดหวังตามเคย

ด้านเทคนิคพิเศษ
McG ยังคงความเป็นโปรฯในด้านความสนุก ฉากแอ็คชั่น และ CG ได้อย่างสมจริงอยู่อย่างที่เคยเป็น น้อยนักจะมีฉากที่มันดูขัดๆ แต่ก็มีบ้างอย่างเห็นได้ชัดเช่น ฉากเครื่องจักรในตัวมาร์คัสตอนกลางๆเรื่อง อาจจะเป็นเพราะเน้นไปทางเทคนิคฉากใหญ่ๆมากกว่าฉากเล็กๆ

ตอนจบ
สำหรับในความคิดผมแล้ว ตอนจบภาคที่ 3 ดีที่สุด Perfect จริงๆ ภาคนี้ก็เฉยๆธรรมดานะ แต่ก็แอบคิดอยู่ว่า "เฮ้ย!! จบแล้วเร้อ~~"
ส่วนตอนจบที่หลุดออกมาคราวก่อนนู้น หากใช้ตอนจบแบบนั้นผมรับไม่ไหวจริงๆ

แต่สุดท้ายแล้วที่ที่รีสถูกสกายเน็ตจับไป เป็นแค่ส่วนเสี้ยวของฐานทัพใหญ่จริงๆของสกายเน็ตเท่านั้น

"Kill me!!! Son of the x!!!! - John Conner to T-800" 

คะแนน
การแสดง: B+ (ใช้ได้ปานกลาง)
เทคนิค: A- (เยี่ยม จนผมอุทานเบาๆว่า ว้าว!! ส่วนนี้ผมชอบที่สุดเหมือนกำลังเล่นเกมคอมฯกราฟฟิกเนียนๆอย่างพวก DMC4, Bio5 หรือ Crysis)
เนื้อเรื่อง: B (ยังไม่เคลียร์ในบางจุด อาจจะเป็นเพราะการโปรโมตก่อนหน้านี้เช่น ตัวละครของเฮเลน่า คาร์เตอร์ ที่โปรโมทว่าเธอเป็นเครื่องจักรในคราบมนุษย์แต่ในหนัง เธอเป็นแค่ภาพโฮโลแกรมของสกายเน็ตเท่านั้น ซึ่งตัวจริงอาจจะตายไปแล้วเพราะมะเร็ง หรือ ในสงครามนิวเคลียร์)
ความบันเทิง: A- (ออกแผ่นแล้วน่าซื้อเก็บสะสมเป็นอย่างยิ่ง)
ดนตรี-เสียงประกอบ: B+ (เสียงนี่ดิจิตอลเซอร์ราวมาก ซึ่งบ้านผมก็ไม่ค่อยมีอย่างงี้ดูนัก จึงทำให้ผมมีความรู้สึกร่วมกับหนังไปด้วย)
รวม: A- > "Terminator Salvation ยังคงความเป็นคนเหล็กได้อย่างน่าประทับใจ"

แล้วไว้เจอกันใหม่โอกาสหน้านะคร้าบ ขอได้รับความขอบคุณจากซีวีดีอินเตอร์เนชั่นเนล ณ โอกาสนี้ด้วยครับ สวัสดีครับ (555+ เลียนแบบภาคเก่าๆเล็กน้อย)
---------

ป.ล.มีฉากที่ถูกตัดออกอย่างเห็นได้ชัดเลย เช่น ฉากจับท้องของเคทคอนเนอร์ และ ฉากที่ผมอยากได้ยินประโยคนี้แบบเต็มๆที่สุดในหนังคือ "Win or Lose, This war ends tonight.."

"I will be back!!!"