RAKNANG l รักหนัง

Follow Me!

      

วิเคราะห์วิจารณ์ The Happiness Of Kati - ความสุขของกะทิ

รายละเอียดภาพยนตร์คลิกหัวข้อที่เกี่ยวข้อง ทางด้านขวาบนครับ

ร่วมกันวิจารณ์ แบ่งปัน ความคิดเห็นต่อภาพยนตร์ต่อเพื่อน ทั้งที่ไปดูแล้ว และยังไม่ได้ดู

และยังมีคำวิเคราะห์วิจารณ์ โดยทีมงาน raknang และรวบรวมมาจากที่ต่างๆ

 

ขอความร่วมมือด้วยครับ ถ้าจะ สปอยล์หรือSpoil หรือแสดงเนื้อหาบ้างส่วนของภาพยนตร์ ขอความร่วมมือ ช่วยใส่คำว่า สปอยล์หรือSpoil ให้ชัดเจนก่อนถึงบทความด้วยครับ ขอบคุณครับ

 

 วิเคราะห์วิจารณ์ โดยทีมงาน raknang และรวบรวมมาจากที่ต่างๆ

1.กฤษดา เกิดผลดี : ข่าวสด

หลัง จากผ่านมรสุมหนังตลก หนังผีไล่หลอกคนในหมู่บ้าน และหนังต่อสู้ด้วยกำลัง ผมคาดหวังไว้ล่วงหน้าว่า "ความสุขของกะทิ" จะกลายเป็นของแปลกใหม่และเป็นสิ่งปลอบประโลมใจที่มีคุณค่า เมื่อได้ ดูหนัง บอกตามตรงว่า ตรงตามที่คาดหวังไว้ ก่อนที่จะกล่าวถึงเหตุผลสนับสนุน อยากจะกล่าวถึงจุดเด่นที่เห็นได้ชัดก่อนก็คือ กลุ่มดารานักแสดงที่รวมกันอยู่ในหนัง ซึ่งมีทั้งรุ่นเก่า รุ่นใหม่และนักแสดงเด็ก ผมเชื่อว่าเมื่อเห็นชื่อและหน้าตาของนักแสดงจากหนังตัวอย่าง หลายคนคาดหวังว่าหนังน่าจะออกมาดีและรู้สึกว่าเป็นหนังที่น่าดู

จุดเด่นอีกอย่างคือ รูปร่างหน้าตาของหนัง ซึ่งจัดอยู่ในขั้น น่าดู น่าชม

และ ด้วยแรงสนับสนุนจากบทประพันธ์ที่มีชื่อเสียง ซึ่งถูกใช้เป็นต้นแบบ น่าจะทำให้ "ความสุขของกะทิ" เป็นหนังที่น่าดู และคาดว่าน่าจะเป็นหนังดี

กลับมาที่เหตุผลสนับสนุน ที่ผมกล่าวไว้เช่นนั้น ก็มีเหตุผลหลักอยู่ 2-3 ข้อ

ใน แง่ของประเด็นเนื้อหา หนังนำเสนอให้เห็นความผูกพันและความรักของครอบครัว ในขณะเดียวกันก็สะท้อนให้เห็นวัฒนธรรมไทย ทั้งเก่าและใหม่ผ่านทางเรื่องเล่าที่ราบรื่น กลมกลืน ซึ่งหาดูได้ยากในหนังไทย จึงเป็นของแปลกใหม่ (อย่างน้อยก็เมื่อเปรียบเทียบกับหนังเกือบทุกเรื่องที่ได้ดูในปี"51) อย่างที่บอก

ส่วนในแง่ของการนำเสนอนั้น ทั้งการถ่ายภาพ (และจัดแสง) การตัดต่อ และงานออกแบบ อยู่ในขั้นดีถึงดีมากทั้งหมด (ซึ่งเป็นสิ่งที่หาได้ยากอีกเช่นกัน)

ด้วยคุณค่าทางด้านความรู้สึก และคุณภาพของการสร้างผมจึงประเมินคุณค่าให้เป็นหนังไทยที่ดีที่สุดเรื่องหนึ่งในระยะ 2-3 ปีที่ผ่านมา


2.แม๊กซ์ : มูฟวี่แม๊กซ์เวิลด์

คงไม่ต้องพูดถึงคุณภาพของหนังสือเล่มนี้ ด้วยความงดงามของภาษา การบรรยายที่ทำให้นึกถึงเวลาช่วงวัยเด็ก ใช้ชีวิตอยู่กับความเป็นไทยผสมความเรียบง่าย ภาษาธรรมดาๆ แต่สละสลวย ทำให้ผู้อ่านเข้าถึงจิตใจของกะทิ และหลงรักเด็กน้อยคนนี้เข้าอย่างจัง

เมื่อกะทิมีตัวตนจริง เด็กน้อยหน้าใสผมม้า ก็มีชีวิตชีวาจากตัวหนังสือสู่เด็กผู้หญิงแสนน่ารัก

แต่หนังกลับพลาดท่าในหลายๆ จุด อย่างไม่น่าให้อภัย จากหนังเด็ก กลายเป็นหนังดราม่าสุดฤทธิ์ ชนิดที่ว่าหากพาเด็กๆ ไปดูหนีไม่พ้นวิ่งเล่นไล่จับกันในโรงหนัง

หรือไม่ก็ขอพ่อแม่ไปดูผองสัตว์หรรษาในมาดากัสก้าร์ 2 แทน

อารมณ์ภาพทำได้อย่างดีเยี่ยมจนน่ายกย่อง หากแต่การแช่ภาพนิ่งๆ นานๆ แล้วค่อยๆ แพน ที่กว่าจะมาถึงตัวละคร ทำเอาคนดูขยับไป ขยับมา หลายที

ตอนแรกนึกว่าจะใช้แค่ต้นๆ เรื่อง เพื่อบรรยายความสุขกายสบายใจกับธรรมชาติ ที่ไหนได้ เล่นเอาซะจนจบเรื่อง ซึ่งขณะนั้น ความเบื่อหน่ายได้เข้าครอบงำเรียบร้อยแล้ว

ที่สำคัญ มองเผินๆ เหมือนมุมกล้องจะสวยไปทุกช๊อต แต่หากมองดีๆ สิ่งที่ตั้งใจให้ดีนั้น กลับกลายเป็นดาบ 2 คม

ภาพที่ออกมานั้นแข็งกระด้าง ขาดอารมณ์ ไร้ความนุ่มนวล ถึงขึ้นบางซีน ยอมหลอกคนดู ปรับเปลี่ยนมุมกล้อง เพื่อให้ได้ภาพสวยๆ

ส่งผลให้ซีนนั้น สร้างความขัดแย้งในใจทั้งๆ ที่ควรจะปล่อยอารมณ์ไปตามหนังมากกว่า ไม่ว่าจะเป็นฉาก กะทิวิ่งร้องไห้, ฉากกะทิเปิดประตูรถไปหาแม่, ฉากคุณตาโทรศัพท์ในขณะที่ฝนตก (ฝนตกแรง ยังเอาโทรศัพท์ไว้นอกบ้าน แถมทานข้าวกันนอกบ้านด้วย...เฮ้อ)

จากหนังที่ทำท่าว่าจะดี เลยถูกกลบไปด้วยความตั้งใจที่มาก   มากเกินไป...

ฉากไคลแมกซ์สุดท้าย เรื่องการส่งจดหมาย  หนังยังไม่สามารถสร้างอารมณ์ตื่นเต้น หักมุมได้ ในขณะที่ในหนังสือนี่คือจุดหักเหที่แสดงพลังของกะทิอย่างแท้จริง ในเมื่ออารมณ์ถูกบิ้วได้ไม่สุด ส่งผลให้ฉากนั้นกลายเป็นฉากธรรมดาๆ ไปอย่างไม่น่าอภัย

นักแสดงโดยเฉพาะเด็กที่แสดงเป็นกะทิ สวมบทบาทได้อย่างน่าชม แต่ด้วยบทพูดที่ถูกถอดจากหนังสือมาอย่างตรงๆ ห้วนๆ เลยยังขาดความเป็นธรรมชาติไปบ้าง ที่น่ายกย่องอยู่ที่คุณตาและคุณยาย ที่ท่านทั้ง 2 แสดงได้อย่างถึงใจ ดีเด่นน่าได้โล่เป็นอันมาก และอีกคนที่ไม่พูดถึงไม่ได้คือพี่น้อย ซึ่งเขาควรมีบทพูดในเรื่องเลยจะดีกว่า เพราะแต่ละคำ ฟังไม่รู้เรื่องทั้งนั้น

รวมแล้ว กะทิ ยังคงเป็นหนังที่น่าดู เพราะมีอะไรๆ ให้คิดเยอะ ชมภาพผืนทรายและทะเลสวยๆ  แล้วปล่อยอารมณ์ไปกับวิถีชีวิตชนบท แต่ ไม่เหมาะกับคนที่สมาธิสั้นอย่างแรง!