Main menu

"ทรนง ศรีเชื้อ'' สร้างหนัง "สึนามิ'' อ้าง "ดร. สมิทธ'' เตือนภัยประชาชน

ให้เรตสมาชิก: 0 / 5

ดาวไม่ได้ใช้งานดาวไม่ได้ใช้งานดาวไม่ได้ใช้งานดาวไม่ได้ใช้งานดาวไม่ได้ใช้งาน
 

เป็นหนังไทยอีกเรื่องหนึ่ง ที่ดูเหมือนจะฉีกแนว แหวกแนว กับตลาดหนังทำเงินบ้านเรา สำหรับภาพยนตร์เรื่อง ''2022 สึนามิ วันโลกสังหาร'' ที่พูดถึงเรื่องสิ่งแวดล้อมและวิกฤติการณ์โลก ที่คนทั่วทุกมุมโลกกำลังให้ความสนใจมาเป็นอันดับหนึ่ง ในฐานะผู้กำกับฯ และผู้ผลิตภาพยนตร์ ทรนง ศรีเชื้อ จึงมีแนวคิดและความต้องการ

อย่างแรงกล้าที่จะสื่อสารเรื่องราวของมหันตภัยธรรมชาติ ที่กำลังจะย้อนกลับมาทำลายมนุษย์ หลังจากที่มนุษย์เสวยสุขกับธรรมชาติมาหลายร้อยหลายพันปีแล้ว
 
โดยนำเรื่องราวของ ''สึนามิ'' คลื่นยักษ์ที่คนไทยรู้จักกันดี มาถ่ายทอดเป็นบทภาพยนตร์แนวภัยพิบัติ ที่เล่าถึงสึนามิที่กำลังจะเกิดขึ้นกับกรุงเทพมหานครในปี 2022 หรืออีก 13 ปีข้างหน้า โดยขนทีมนักแสดงรุ่นเก่ารุ่นใหม่ อาทิ พิศาล ศรีมั่นคง, สิรินดา เจนเซ่น, ภาณุเดช วัฒนสุชาติ, สุเชาว์ พงษ์วิไล, ชุมพร เทพพิทักษ์, ชลิต เฟื่องอารมย์, นิชาภา ประกรณ์กิจวัฒนา และ ปริญญา วงษ์ศิลป์ มาร่วมถ่ายทอดเหตุการณ์ที่น่าสะพรึงกลัวที่สุดที่เคยเกิดขึ้นกับคนไทย
 
และแม้จะเป็นหนังไทยเรื่องแรกที่พูดถึงภัยพิบัติอย่างจริงจัง แต่ก็ไม่รอดที่จะถูกตั้งข้อสงสัยว่า เกาะกระแสสังคมมาทำเป็นหนังหรือเปล่า? เพราะช่วงนี้ใครๆ ก็พูดถึงเรื่องภัยธรรมชาติที่นับวันจะทวีความรุนแรงมากขึ้น ซึ่ง ทรนง ศรีเชื้อ ผู้กำกับฯ และเขียนบทภาพยนตร์กล่าวปฏิเสธว่า
''ไม่ใช่เลย เมื่อคุณเป็นโรคมะเร็ง คุณต้องรักษาโรคมะเร็ง คุณปวดหัวคุณต้องหายามารักษา จริงๆ แล้วผมผิด ผมควรจะสร้างหนังเรื่องสึนามิมาตั้งแต่เมื่อ 20 ปีที่แล้ว เพื่อปี 2547 คนไทยจะไม่ได้โง่เห็นน้ำทะเลลดแล้ววิ่งไปดู เด็กหลายพันคนจะต้องไม่วิ่งไปดูโขดหินที่ตัวเองไม่เคยเห็นมาก่อนและโดนสึนามิกิน นั่นเป็นเพราะเขาไม่มีความรู้ มีเด็กต่างชาติหลายคนที่รู้ว่าสึนามิคืออะไร พอเห็นน้ำลดเขาวิ่งหนี และเมื่อเราอยู่ที่สูงกว่าก็จบ แต่ที่คนส่วนใหญ่ต้องตายก็คือยืนอยู่ที่ริมระเบียงบังกะโล ยืนอยู่หน้ารีสอร์ต กอดอกอยู่ใต้ต้นมะพร้าว เด็กวิ่งไปเก็บปลา นั่นคือผู้เสียชีวิต นี่คือการรู้เท่าไม่ถึงการณ์ เพราะไม่มีใครสร้างหนังสึนามิให้คนไทยได้ดู
ดร.สมิทธ ธรรมสาโรช เคยพูดเรื่องนี้ว่าอาจจะเกิดภัยพิบัติทางสึนามิขึ้นในประเทศไทย เมื่อ 12 ปีที่แล้ว ทุกคนหัวเราะเยาะ แต่สุดท้ายเสียงหัวเราะเยาะนั้นก็เปลี่ยนมาเป็นน้ำตาเรียบร้อยแล้ว ผมไม่ได้ฉวยโอกาสครับ สังคมเจ็บปวดตรงไหนก็ต้องรักษาตรงนั้น คุณจะให้ผมไปทำหนังตลกเพิ่มอีกคนเหรอ''