Main menu

วิเคราะห์วิจารณ์ Drag Me to Hell

ให้เรตสมาชิก: 0 / 5

ดาวไม่ได้ใช้งานดาวไม่ได้ใช้งานดาวไม่ได้ใช้งานดาวไม่ได้ใช้งานดาวไม่ได้ใช้งาน
 

รายละเอียดภาพยนตร์คลิกหัวข้อที่เกี่ยวข้อง ทางด้านขวาบนครับ

ร่วมกันวิจารณ์ แบ่งปัน ความคิดเห็นต่อภาพยนตร์ต่อเพื่อน ทั้งที่ไปดูแล้ว และยังไม่ได้ดู

และยังมีคำวิเคราะห์วิจารณ์ โดยทีมงาน raknang และรวบรวมมาจากที่ต่างๆ

ขอความร่วมมือด้วยครับ ถ้าจะ สปอยล์หรือSpoil หรือแสดงเนื้อหาบ้างส่วนของภาพยนตร์ ขอความร่วมมือ ช่วยใส่คำว่า สปอยล์หรือSpoil ให้ชัดเจนก่อนถึงบทความด้วยครับ ขอบคุณครับ

 

 

วิเคราะห์วิจารณ์ โดยทีมงาน raknang และรวบรวมมาจากที่ต่างๆ

1.(Spoil)Negima_xx : prince-who.bloggang.com

ออกตัวก่อนเลยว่า Drag Me to Hell ถือเป็นหนึ่งในหนังที่ผมตั้งหน้าตั้งตารอที่สุดเรื่องหนึ่งของปีนี้ เพราะอะไรงั้นหรือ ? ตอบง่ายๆข้อเดียวเลยก็คือเพราะมันเป็นผลงานของผู้กำกับนาม Sam Raimi ที่ก่อนจะดังเป็นพลุแตกจากผลงานถล่มรายได้ทั่วโลกอย่างหนังไอ้แมงมุมทั้ง 3 ภาค หลายคนคงจำได้ว่าชื่อของนายคนนี้โด่งดังมากจากการทำหนังสยองขวัญแหวกแนวในอดีตที่ได้ สร้างนิยามใหม่ของคำว่า “สยองขวัญ” ขึ้นในโลกภาพยนตร์ ในหนังผีไตรภาค Evil Dead และนี่นับเป็นการกลับมากำกับครั้งแรกของต้นตำหรับผู้สร้างหนังสยองขวัญทุนต่ำ ที่เป็นตำนานสู่แนวหนังที่ตนถนัดและชื่นชอบในรอบเกือบ 20 ปี !

 

โดยเรื่องราวทั้งหมดเริ่มจาก Christine Brown พนักงานปล่อยกู้สาวสวย ที่อยากก้าวหน้าเหมือนกับทุกคน เธอใช้ชีวิตอย่างราบรื่นมาโดยตลอด กระทั่งได้มาพบกับ Mrs. Ganush หญิงชราท่าทางแปลกๆคนหนึ่ง ที่เข้ามาทำเรื่องเพื่อขอต่อสัญญาเงินกู้บ้านของเธอ คำถามที่อยู่ในใจของ Christine ก็คือ เธอจะทำตามสัญชาตญาณของตัวเอง ซึ่งก็คือช่วยเหลือหญิงชราที่น่าสงสารคนนี้ หรือว่าเธอจะปฏิเสธการต่อสัญญา เพื่อที่จะทำให้ Jacks เจ้านายของเธอประทับใจ และเลื่อนตำแหน่งให้กับเธอ ในที่สุด เธอก็ตัดสินใจเลือกทำตามข้อหลัง ซึ่งทำให้ Mrs. Ganush ต้องย้ายออกจากบ้านทันที แต่แล้วหญิงแก่รายนั้นได้ทำการร่ายคสาป "ลาเมีย" เข้าไปในตัวของ Christine โดยเธอต้องใช้ชีวิตเหมือนกับตกนรกทั้งเป็น ก่อนที่จะถูกลากลงสู่นรกภายใน 3 วันนับจากนี้ เธอจะถูกวิญญาณอาฆาตตามหลอกหลอน และยังถูกตั้งข้อสงสัยในเรื่องสภาพจิตใจของตัวเองโดย Clay แฟนหนุ่มนักจิตวิทยาของเธอ

Christine ตัดสินใจออกไปหาผู้เชี่ยวชาญด้านไสยศาสตร์ Rham Jas เพื่อช่วยถอนคำสาปให้กับเธอ Christine ต้องเผชิญหน้าอำนาจมืดจากนรกที่ทรงพลังที่สุด ที่พยายามหลอกหลอนเธอให้สติแตกมากขึ้นเรื่อยๆ และก่อนสิ้นสุดวันที่ 3 เธอต้องหาทางแก้คำสาปให้ได้ก่อนที่นรกจะมากระชากเธอลงหลุมไปตลอดกาล !!!


 


 


ผู้กำกับ Sam Raimi ใช้เวลาว่างจากการกำกับหนังไอแมงมุมไปนั่งเก้าอี้เป็น Producer ให้กับหนังสยองขวัญหลายเรื่องในรอบหลายปีมานี้ ไล่มาตั้งแต่ 30 Days of Night (2007), The Messengers (2007), Boogeyman (2005) และ The Grudge (2004) ซึ่งแต่ละเรื่องดูเหมือนจะไม่ใช้แนวที่เขาคุ้นเคยนัก จนกระทั้งเจ้าตัวหวนไปคิดถึงผลงานก่อนๆที่ตัวเองชื่นชอบและถนัดในสมัยที่แจ้ง เกิดใหม่ๆ จนสุดท้ายก็ได้ลงมือเขียนบทหนังร่วมกับ Ivan Raimi จนออกมาเป็น Drag Me to Hell ซึ่งแม้จะห่างหายจากการกำกับหนังแนวนี้มานาน แต่ Sam ก็กระโดดมาทำหน้าที่กำกับและควบคลุมการสร้างเองทั้งหมดเพื่อให้งานชิ้นนี้ ออกมาสมบูรณ์ที่สุด และเขาก็ไม่ทำให้แฟนๆต้องผิดหวังเพราะหนังเรื่องนี้ได้คำวิจารณ์ในแง่บวกพอสมควร ซึ่งไม่น่าแปลกใจเลยเพราะใน Drag Me to Hell เต็มไปด้วยความสดใหม่ ระทึก สยองขวัญ และอารมณ์ขันร้ายๆสไตล์ Sam Raimi รวมไปถึงการคลุมจังหวะ ลักษณะการดำเนินเรื่อง และรายละเอียดปลีกย่อยอีกมากมายที่ลงตัว ถือเป็นการกลับมา “ท็อปฟอร์ม” ในการทำหนังสยองอีกครั้งของเขาที่ประสบความสำเร็จอย่างแท้จริง

 

Drag Me to Hell เป็นหนังสยองขวัญที่ไม่ได้มีมาให้ผู้ชมสัมผัสมานานแล้ว ถึงแม้หนังจะอาศัยเรื่องของการใช้ “เสียงโฉ่งฉ่าง” ทำให้ตกใจอย่างในหนังสยองสูตรสำเร็จที่มักพบเป็นประจำกับหนังแนวนี้ แต่ Drag Me to Hell ยังมี “จุดเด่น” ที่ประกอบไปด้วย “ตัวบท” ที่มีลูกเล่นตลอดทั้งเรื่อง รวมไปถึงวิธีการดำเนินเรื่องที่น่าติดตาม และแน่นอนถ้าใครเป็นแฟนของผู้กำกับคนนี้ก็คงจะรู้ดีว่าหนังสยองที่ดีต้องมี “อารมณ์ขันร้ายๆ” รวมอยู่ด้วย และมันก็ถูกผสมลงในหนังเรื่องนี้ในปริมาณที่พอเหมาะ และทุก “มุกตลกสไตล์ Sam Raimi” (ขอเรียกอย่างงี้แล้วกัน) ก็ล้วนถูกวางไว้ในฉากที่ลงตัวอย่างสุดๆอีกด้วย ส่วนในเรื่องของฉากสยองขวัญทั้งหลายนั้นหลายห่วงเลยครับ เพราะเกือบตลอด 2 ชม.ที่ชม ผู้ชมจะถูกสะกดอยู่กับที่พร้อมลุ้นไปกับตัวละคร Christine ว่าจะถูกตามหลอกหลอนจาก "ลาเมีย" ด้วยวิธีใดบ้าง ตั้งแต่“ฉากแรกจนถึงฉากจบ” ที่จะทำให้ทุกคนต้องถึงกับอ้าปากค้าง !!!

 

 

นอกจากนี้ใน Drag Me to Hell ยังมีหลายสิ่งหลายอย่างที่ทำให้เรานึกไปถึงงานเก่าๆของผู้กำกับคนนี้อย่าง Evil Dead ซึ่งก็ไม่น่าแปลกใจครับ เพราะตัวผู้กำกับเองก็ออกมาบอกว่าจงใจทำบางฉากเพื่อคารวะหนังไตรภาคผีอมตะจริงๆ อาทิ ฉากพิธีเข้าทรงในช่วงท้ายเรื่อง , ฉากตัวละคร Christine ขุนหลุมฝังศพในป่าช้า ที่ทำให้นึกไปถึงภาพ Bruce Campbell ขุดหลุมฝันศพในผีอมตะจริงๆ ,ฉากดึงผ้าเช็ดหน้าจอมตื้อที่ทำให้อดนึกไปถึงฉากกลางป่าใน Army of Darkness (1992) ไม่ได้ และฉากอภิมหาเลือดกำเดาที่เยอะที่สุดฉากหนึ่งในโลกภาพยนตร์ ที่นึกไปถึงฉากหนึ่งใน Evil Dead 2 ! รวมไปถึงการออกแบบ “ผี” ในเรื่องที่คงกลิ่นอายของหนังสยองขวัญเกรดบีสไตล์ Sam Raimi ไว้ครบเครื่อง


 

 

ด้านนักแสดงในเรื่องคงไม่มีใครเด่นไปกว่าสาวสวย “Alison Lohman” ในบท Christine Brown ที่ถือว่านี่เป็น “การแสดงโชว์เดี่ยว” ที่ “ยอดเยี่ยม” และน่าจดจำที่สุดครั้งหนึ่งในภาพยนตร์สยองขวัญเลยก็ว่าได้ และแน่นอนชื่อของเธอจะเป็นที่จดจำของแฟนหนังสยองขวัญทั่วโลกจากบทนี้ นอกจากการแสดงทางสีหน้า แววตา และท่าทางที่สมจริงและธรรมชาติอย่างสุดๆแล้ว เธอยังแสดงให้เห็นพัฒนาการแสดงที่พัฒนาขึ้นอย่างมากให้ผู้ชมได้เห็นในหนังเรื่องนี้ ด้วย ส่วนตัวติดใจเธอมาตั้งแต่แสดงเป็นลูกสาวของ Nicolas Cage ใน Matchstick Men (2003)แล้ว แต่หลังจากนั้นผลงานของเธอก็ดูจะเงียบๆไป จนกระทั้งมารับบทนำชนิดแจ้งเกิดได้ในคืนเดียวในหนังเรื่องนี้ Alison ถือเป็นผู้หญิงที่จัดได้ว่าหน้าตาอยู่ในขั้นสวยและรูปร่างดีคนหนึ่ง ก่อนที่จะถูกผู้กำกับ Sam Raimi จับมารับบทที่ถูกทรมานทุกรูปแบบในหนังเรื่องนี้ ไล่ไปตั้งแต่กินในสิ่งที่ไม่ควรจะกินหลายต่อหลายครั้ง ? ทำในสิ่งที่ไม่สมควรจะทำในหลายต่อหลายครั้ง ? ซึ่งเธอก็ทำได้ดีทั้งในฉากตื่นตระหนก หวาดกลัว สับสน มีความสุข หรือแม้ในฉากตลกเธอก็ยังทำได้เยี่ยมไม่แพ้กัน ?!

 

 

(ถ้าเราเคยเห็น Bruce Campbell ถูกทรมานและถูกผีหลอกอะไรมาบ้างใน Evil Dead ตัวละคร ของสาว Alison Lohman เองก็ถูกกระทำไม่ต่างกัน แต่ก็แอบคิดในใจว่าการที่ตัวละครเอกเป็นผู้หญิงทำให้ “ฉากสู้กับผีตัวต่อตัว” ในเรื่องยังพอมีขอบเขตบ้าง เพราะไม่งั้นขืนเธอโดนแบบ Bruce ใน Evil Dead ก็ไม่รู้ว่าคนสวยของผมจะโดนอะไรจนสะบักสะบอมอีกบ้างละเนี่ย)

 


อีกคนก็คือนาย “Justin Long” ในบท Clay แฟนหนุ่มของ Christine ผู้เชี่ยวชาญด้านจิตวิทยา ซึ่งเขาแสดงให้เห็นว่าเป็นนักจิตวิทยาที่เชื่อในเหตุผลแต่ก็ยังพร้อมที่จะรับฟังเรื่องเหนือธรรมชาติไปพร้อมๆกันได้เป็นธรรมชาติ แม้จะไม่มีอะไรมากในบทนี้ แต่ฉากที่ถือว่าเขาทำได้ “ดี” และน่าชื่นชมที่สุดก็คือสีหน้าและแววตาของเขาในฉากสุดท้ายของเรื่อง ครับ ซึ่งบอกตามตรงว่าไม่ค่อยเห็นหนุ่มคนนี้เล่นซีนอะไรแบบนี้สักเท่าไหร่ แถมทำได้ดีอีกต่างหากก็เลยอดที่จะแปลกใจไม่ได้

คนสุดท้ายที่ถือว่าแปลกใจแถมการแสดงยังติดตาสุดๆก็คือ “Lorna Raver” ในบท Mrs. Ganush หญิงเฒ่ายิปซีที่อาฆาตไม่เลิกรา ด้วยหน้าของ Lorna ที่ผ่านการเมกอัพมาแล้วบวกกับการแสดงที่ “สมจริง” ทำให้บทนี้เป็นที่ “ติดตา” แถมหลอนสุดๆอีกต่างหาก

 

 


นอกจากนี้ดูเหมือนผู้กำกับ Sam Raimi จะสนุกมือกับการทำรายละเอียดบางอย่างในเรื่องให้มีลักษณะ “ย้อนยุค” และคงกลิ่นอายของ “หนังเกรดบี” แบบฉบับของเขาบางอย่างไว้ สังเกตได้จาก การขึ้นชื่อเรื่องที่เน้นการวางตัวอักษรในสไตล์หนังสมัยก่อน หรือแม้กระทั้งดนตรีประกอบที่ให้ความรู้สึกค่อยๆดึงดูดเราเข้าไป และการจงใจทำบางอย่างให้ดู “หลอกตา” อาทิ เลือด และ ศพที่เห็นในหนังตามสไตล์ของผู้กำกับคนนี้


แม้จะมีกลิ่นอายของหนัง “เกรดบี” ตามเจตนารมณ์ของตัวผู้กำกับ แต่ในส่วนของเรื่องสเปเชี่ยวเอฟเฟ็คและซาวด์เอฟเฟ็คแล้วหนังเรื่องนี้ถือว่าอยู่ใน ระดับสุดยอดเรื่องหนึ่ง เพราะได้ทีมงานจากเรื่อง Spider-Man ทั้ง 3 ภาค มาดูแลในจุดนี้ นอกจากฉากหลอกหลอนของ "ลาเมีย" แล้ว ฉากไฮไลท์ที่เป็นการเปิดประตูนรก โดยพื้นดินค่อยๆแตกแยกออกจากกันในพิธีร่างทรงเผยให้เห็นนรกโลกันต์ ยังถูกออกแบบมาได้ในระดับที่ “ดี” ยิ่งใน “ฉากสุดท้าย” ของเรื่องที่รับรองว่ามันจะติดตาผู้ชมไปอีกนานเลยทีเดียว

 

 


โดยรวมแล้ว Drag Me to Hell คือหนังที่สามารถบอกได้เต็มปากเลยว่า “เป็นหนังสยองขวัญที่ดีที่สุดเรื่องหนึ่งในรอบหลายปีที่ผ่านมา” เพราะนอกจากมันจะเต็มไปด้วยความ "สยอง" ที่พร้อมให้คุณหลอนจนเก็บไปฝันร้ายหรือ สะดุ้งสุดตัวแล้ว ตัวหนังยังแฝงไปด้วย “ความบันเทิงระดับสุดยอด” ไว้อย่างร้ายกาจ ที่เชื่อเลยว่าถ้าไม่ใช่คนที่ชื่อ Sam Raimi ก็คงไม่มีใครทำได้ และจะมีหนังสยองขวัญสักกี่เรื่องที่ทำให้คุณรู้สึกตกนรกเหมือนกับนางเอกของเรื่อง จริงๆและรู้สึกสนุกเต็มอิ่มหลังหนังจบอย่าง Drag Me to Hell !!!!

ดังนั้นหนังเรื่องนี้ถือว่าไม่ควรพลาดด้วยประการทั้งปวงครับ โดยเฉพาะถ้าเป็นแฟนพันธุ์แท้ของผู้กำกับคนนี้รับรองเลยว่า “ไม่มีคำว่าผิดหวังแน่นอน”

++++++++++++++++++++++++++++++

2.G.ShamanCrazy : Pantip.com

เป็นหนังที่ หลอกคนดูได้ถึงอารมเลยทีเดี๋ยว
และฉากตลกฮาๆ ก็แทรกเข้ามาได้อย่างลงตัวแม้บางฉาก บางคนจะว่ามากไป
ส่วนตัว ผมชอบดีครับ ตกใจเสร็จก็มาฮาต่อ
จนผู้ญนั่งข้างๆ มาถามหัวเราะอะไร(เค้าคงคิดว่าหัวเราะเค้าที่ตกใจกริ๊ดออกมาเอามือปิดปาก)

และมีอยู่ฉากหนึ่งจะท้ายๆ ใช้เสียง รีดอารมออกมาจนหัวเราจะระเบิดให้ได้

สุดยอดจริงๆครับ
เป็นหนัง สยองขวัญ ที่ดีที่สุดที่เคยดูมาอีกเรื่องเลยทีเดียว